Woman's Story Magazine *-* นิตยสารออนไลน์สำหรับผู้หญิง
ร่วมงานกับเรา


วันทนีย์ เชื้อวิวัฒน์ - เจ้าของสถาบันเสริมสวยนานาชาติเกตุวดี แกนดินี

 

 

วันทนีย์ เชื้อวิวัฒน์

เจ้าของสถาบันเสริมสวยนานาชาติเกตุวดี แกนดินี

           

            เกตุวดี แกนดินีถ้าเอ่ยถึงชื่อนี้ เชื่อว่าทุกคนต้องคุ้นหูแน่นอน เป็นโรงเรียนสอนทำผมที่มีชื่อเสียงมายาวนาน และผลิตช่างผมมืออาชีพมาแล้วนักต่อนัก โดยการบริหารงานโดย ครูน้อย วันทนีย์ เชื้อวิวัฒน์ ที่ศิษย์ทุกคนจะเรียนว่า แม่ครูน้อยมาตลอดระยะเวลา 33 ปี ของเกตุวดี แกนดินี 

จากเด็กหญิงตัวเล็ก ที่สั่งสมประสบการณ์การทำงาน ด้วยการไปช่วยทำงานต่างๆโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แม่ครูน้อย เป็นช่างผมที่มีชื่อเสียงและบริหารงานของสถาบันมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งยังเป็นผู้สร้างอาชีพให้กับคนอื่น ให้เป็นช่างผมที่มีคุณภาพอีกด้วย

ครั้งนี้ woman’s story ได้มีโอกาสพูดคุยกับครูน้อย บุคคลผู้มีชื่อเสียงในวงการช่างผม ถึงจุดเริ่มต้นของอาชีพนี้ จนประสบความสำเร็จของสถาบันเสริมสวยนานาชาติเกตุวดี แกนดินี

ในวัยเด็กของแม่ครูเป็นอย่างไรบ้างคะ

            แม่ครูเป็นคนอยุธยาค่ะ ครอบครัวมีพี่น้องพ่อเดียวกัน 2 คน อีก 4 คนคนละพ่อค่ะ ในวัยเด็กไม่ได้เรียนหนังสือค่ะ(ยิ้ม)ต้องเสียสละให้น้องสาวคนเล็กเรียน ทั้งที่ตัวเองนั้นอยากเรียนมากๆ อยากจะแต่งเครื่องแบบนักเรียน แต่ก็ไม่มีโอกาส เพราะตอนนั้นคุณพ่อก็สุขภาพไม่ดี คุณแม่ก็มีอาชีพค้าขาย เรียนพร้อมกันสองคนไม่ได้ เมื่อไม่ได้โอกาสตรงนั้น จึงไปหางานทำค่ะ เพื่อที่จะไม่ต้องเห็นน้องใส่ชุดนักเรียน เห็นแล้วเราอยากใส่บ้างนะ หาอะไรทำเพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเรียนดีกว่าค่ะ

เริ่มต้นทำงานอะไรมาบ้างคะ

            อย่างที่บอกล่ะค่ะ เพราะไม่อยากเห็นเครื่องแบบนักเรียนที่น้องใส่อยู่ทุกวันๆ ก็หาวิธีที่ทำอย่างไรไม่ให้เห็น ก็เลยหางานทำค่ะ ตื่นตอนเช้านี่จะลงไปริมแม่น้ำเจ้าพระยาค่ะ เดินริมแม่น้ำ น้ำก็จะซัดพวกกุ้ง ปลาขึ้นมา แต่ไม่เก็บนะ จับแล้วปล่อยลงน้ำไป(หัวเราะ) แล้วก็เก็บพวกเศษตะปู เศษแก้วไปขายค่ะ ทำอย่างนี้อยู่ทุกวัน จนลืมเรื่องโรงเรียนไปเลยค่ะ พอประมาณ 8-9 ขวบ ก็เริ่มพายเรือได้ ก็ไปช่วยเขาภายเรือข้ามฝาก เป็นคลองแคบๆใช้เรือพาย ไม่ได้เงินนะ ไปช่วยเขาเฉยๆ (ยิ้ม) ข้ามไปอีกฝั่ง เขาจะทำขนมกันค่ะ ก็เลยข้ามไปฝั่งนั้นเพื่อช่วยเขาทำขนม ไม่พายเลือกข้ามฝากแล้ว มีขนมเยอะมาก พวกขนมผิง บ้าบิ่น ขนมโก๋ เต็มไปหมด สุนกมาก(ยิ้ม) สนุกจนลืมโรงเรียน แล้วก็เกือบลืมพ่อแม่ เพราะเราสนุกกับการทำงานมาก แต่พอตอนเย็นก็กลับบ้านนะ บางครั้งถ้ามะยมหน้าบ้านออก มันจะดกมาก ก็เก็บไปขาย จะมีฝรั่ง มะยม ก็เก็บตำพริกเกลือ แล้วเอาไปขายที่โรงเรียนน้อง พวกครูก็จะช่วยซื้อ เขาเอ็นดูเรานะ ครูเขาก็บอกว่ามาบ่อยๆได้ แม่ก็ทำสลับกันไปบ้าง ไปทำขนม บ้างก็ไปขายมะยมที่โรงเรียน

งานทุกอย่างที่แม่ครูทำ ทำได้ด้วยตัวเองโดยไม่มีใครสอนเลยใช่มั้ยคะ

            ใช่ค่ะ ทำได้ทุกอย่าง ไม่มีใครสอนเลยจริงๆ(ยิ้ม) เรียนรู้แบบครูพักลักจำ ดูเขาว่าเขาทำอย่างไร แล้วก็จำ ทุกอย่างค่ะ ไม่ว่าจะทำขนม ทำผม ตัดเสื้อ เราจำอย่างเดียว แล้วก็ทำเราก็ทำได้ อย่างเรื่องทำผม เราก็ดูว่าม้วนอย่างไร ตัดอย่างไร มือขวาทำอะไร แล้วมือซ้ายเขาทำอะไรอยู่ แอบดู แล้วก็ลองทำ บางครั้งทำสวยกว่าเจ้าของร้านอีกค่ะ (หัวเราะ) เมื่อเราอยากทำ ต้องทำได้ ไม่ต้องมีใครมาสอน เจ้าของร้านก็ชอบเรา ชมเรา เพราะเราคล่องแคล่วว่องไว หยิบจับอะไรรวดเร็วทันใจ ให้ทำอะไรทำได้หมด

แม่ครูเป็นคนรักสวยรักงามด้วยหรือเปล่าคะ ถึงได้มาคลุกคลีกับการทำผม

เรื่องชอบทำผมรักสวยรักงามมันไม่ใช่อารมณ์นั้น คือเป็นอาชีพที่คนอื่นเขาทำกัน แล้วเราก็ชอบไปช่วยเขาทำนั่นทำนี่ เหมือนกับทำขนมนั่นแหละ ก็ได้ไปช่วยทำผมบ้าง ตัดเสื้อผ้าบ้าง คือไปช่วยเขาทำทุกอย่างที่มันเป็นงาน เราก็เลยทำได้ ร้านไหนเราคุ้นเคยก็จะเข้าไปช่วย บางครั้งเขาฝากร้านไว้ แล้วมีลูกค้าเข้ามา เราก็ได้ทำแทน(ยิ้ม) สระผมบ้าง เล็กๆน้อยๆ มันซึมมาตั้งแต่เด็กแล้วกลายเป็นช่างโดยไม่รู้ตัว เพราะบางครั้งเราทำแทนเจ้าของร้าน ดูเขาเวลาเขาทำทำอย่างไร แล้วถ้าเราไปยืนแทนเขาตรงนั้นเราจะทำได้ไหม ลองทำมาเรื่อยๆ เราก็ทำได้  อย่างตัดเสื้อเราก็ทำได้ ทางบ้านก็เลยบอกกับเราว่า ถ้าชอบจะให้พี่ชายส่งเรียน

จุดเริ่มต้นและที่มาของการทำอาชีพช่างผมล่ะคะ

เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แต่ไม่ได้เรียนเสริมสวยนะ ได้มาทำงานโรงพิมพ์อยู่ประมาณปีกว่า และได้พบคู่ชีวิตที่นี่ เขาเป็นลูกเจ้าของโรงพิมพ์ แล้วมีปัญหากับทางบ้านสามี จึงตัดสินใจออกจากโรงพิมพ์ไปอยู่ที่บ้านสมเด็จ ได้เริ่มต้นอาชีพเสริมสวยด้วยการทำผมให้กับครูฝึกหัดที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จก่อน แล้วก็ตัดเสื้อผ้าไปด้วย ไม่ได้เปิดเป็นร้าน เขาเห็นเราอยู่ว่างๆ เป็นคนที่คุ้นเคยพักอยู่แถวนั้น ก็เลยมาให้ช่วยทำให้ เพราะเขาเห็นเราทำได้ แล้วก็ทำสวย แล้วก็ไปบอกคนอื่นมา แบบปากต่อปากค่ะ คนก็มาหาเราเยอะขึ้น นี่เป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพช่างผม

แล้วเราก็ย้ายบ้านกันบ่อยมาก เปิดร้านครั้งแรกชื่อร้านวันทนีย์ เป็นร้านเล็กๆ ทำผมด้วยตัดเสื้อผ้าไปด้วย ลูกค้าเยอะมาก อีกทั้งต้องเลี้ยงลูกอีก 4 คน ทำคนเดียวหมดเลยค่ะ สุดท้ายลูกไม่สบายค่ะ จึงต้องปิดร้าน จากนั้นเกตุสยามก็เรียกตัวไปทำงาน เราก็ดีใจมาก อยู่ที่เกตุสยามอยู่สักพักก็ถูกยิง ก็ผ่าตัดเอากระสุนออก ตอนอยู่โรงพยาบาลบอกกับตัวเองว่า ถ้าหายจะไปบวชชี แล้วก็ได้ไปบวชชีค่ะ หลังจากถูกยิงชีวิตก็เปลี่ยนไป ตั้งใจว่าจะบวชชีไปตลอด แต่แม่ชีอีกท่านเขาบอกว่า ไม่สึกไม่ได้ เพราะเรามีลูก มีหนี้ สิ่งเหล่านั้นคือบาปที่เราสร้างมา ถ้าเราบวชใครจะรับผิดชอบ จึงสึกแล้วกลับมาทำที่เกตุสยามต่อ

*** สามารถติดตามบทความทั้งหมดได้จากนิตยสาร Woman’s Story ฉบับที่ 240