
ครูนวลน้อย ทิมกุล
สถานสงเคราะห์เด็กยากจน
“บ้านครูน้อย”
เป็นเวลากว่าหลายสิบปี ที่สังคมได้ยินชื่อ “บ้านครูน้อย” บ้านหลังเล็กๆที่เกิดจากความรักที่อยากจะให้ความสุขกับเด็กๆ โดย “ครูน้อย” หรือ “นางนวลน้อย ทิมกุล” ได้ทุ่มเทสร้างบ้านหลังเล็กนี้ขึ้นมา ทั้งที่ตัวเองก็เป็นอัมพฤกษ์ และขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ด้วยความรักที่จะให้ความสุขกับเด็กของครูน้อย แม้จะมีอุปสรรคต่างๆนานา เธอก็ยังยืนหยัดที่จะทำต่อไป เพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวคือ ทำให้เด็กๆมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการศึกษา และประสบความสำเร็จเป็นคนดีอยู่ในสังคม นี่คือความคาดหวังเล็กๆ ของหญิงแกร่งอย่าง “ครูน้อย”
แรกเริ่มก่อนที่จะรับอุปการะเด็กครูน้อยทำงานด้านไหนมาก่อนคะ
เริ่มแรกก็ทำงานปกตินี่แหละค่ะ เมื่อก่อนเคยรับราชการ แต่ก็อยู่ไม่ได้ ต้องลาออกมา เพราะเมื่อก่อนครอบครัวของครูลำบากยากจน เพราะฉะนั้นก็ต้องทำอะไรที่ได้เงินเร็วๆค่ะ จะทำงานรอเงินเดือน 30 วันก็ไม่ไหวตัดสินใจลาออกมาทำงานรับจ้าง หรืองานอะไรก็ได้ที่ทำงานเช้าได้เงินตอนเย็น จะเป็นขายของบ้างหรืออะไรก็แล้วแต่ ครูก็ทำมาหมดค่ะ
อะไรคือแรงบัลดาลใจที่ทำให้ครูเปิดบ้านอุปการะเด็กๆคะ
เพราะครูเป็นคนที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจนค่ะ เรามีความรู้สึกว่า สมัยก่อนตอนเด็กๆ แม่ไม่มีตังค์ที่จะซื้อข้าวมาหุง ถ้าเขาช่วยเหลือเรา เราก็ดีขึ้นนะ ถ้าวันนั้นเขาไม่ช่วยเหลือเราเราก็จะแย่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่ในใจครูเสมอ ครูก็ช่วยเด็กๆ ช่วยเขา อย่างน้อยๆให้เขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น อยากให้เขามีความสุข สิ่งที่พูดได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ทำจนถึงวันนี้ สิ่งที่ได้คือความสุข สุขที่ได้ช่วยเหลือเขา อยากให้เขาได้กิน ช่วยเหลือให้เขาได้เรียนหนังสือ เพราะชีวิตจริงๆอาจจะไม่ได้อย่างนี้ เป็นเพียงเด็กที่อยู่ในห้องเช่าแคบๆ บ้านอยู่ในน้ำคำ อะไรต่อมิอะไร สิ่งที่จะให้ความสุขหรือสถานที่ ถ้าเราได้ให้เขาได้ทั้งหมด เขาก็จะมีความสุข ครูยังไม่ได้คิดถึงความสำเร็จ เรื่องการศึกษา สิ่งที่ครูคาดหวังหรือได้รับ คือความสุข ที่ได้ช่วยเขา ซึ่งเป็นแรงที่ทำให้ครูได้ทำมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากเด็กๆก็จะมีหมา-แมว ครูคิดเสมอว่า ถ้าเขามีหัวใจเขาคงอยากได้รับความเมตตา อุ้มชู ก็ดูแลพวกเขา ให้เขาได้รับความสุข ครูก็มีความสุขค่ะ
เริ่มรับเด็กเข้ามาอุปการะได้อย่างไร
ที่จริงแล้วในระหว่างที่ออกจากงานแล้วมารับจ้างนั้น ก็รับเลี้ยงเด็กมาเรื่อยๆ ตั้งแต่แรกๆแล้วค่ะ เจอที่เขาที่ไหน ที่เขาลำบากยากจนก็จะดูแล สมัยก่อนยังไม่มีสื่อที่มาบอกว่าตรงนี้มีเด็กยากจนนะ เราก็ไปเจอเขาเอง บางครั้งไปทำงานเดินผ่านเจอเด็กน่าสงสาร ก็เอาเขามา สงสารเขาค่ะ นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่รับเด็กๆมา
หลังจากนั้นก็มาอยู่ที่บ้าน ที่ราษฎร์บูรณะหลังนี้เพราะได้แต่งงานมีครอบครัว แล้วบ้านสามีอยู่ที่นี่ เมื่อก่อนตรงนี้จะเป็นสวนผลไม้ ในละแวกบ้านผู้คนส่วนใหญ่ก็จะประกอบอาชีพกรรมกร ก็จะมีเด็กๆที่เป็นลูกของพวกเขาเยอะ เด็กพวกนี้เป็นเด็กมีปัญหา พ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัด เขาก็ต้องอยู่ที่นี่ หรือบางคนทางบ้านไม่มีเงินพอที่จะส่งเสียเลี้ยงดูเขา จะเป็นประมาณนี้ค่ะ ครูก็จะสนิทสนมกับเด็กๆพวกนี้ คือเหมือนเป็นเพื่อนบ้านเพราะอยู่ในละแวกเดียวกัน ครูก็จะเดินไปหาเขาตามสุมทุมที่เขาอยู่ อยู่ในสวนบ้างอะไรบ้าง ก็สนิทกัน เขาก็จะเรียกครูว่าน้า พอสนิทกัน เขาก็จะมาเล่นที่บ้านเรา มาด้วยสภาพที่หิวโหย บ้างก็มากินผลไม้เพราะบ้านครูมีสวนผลไม้ กินน้ำกินท่า ยาวไปจนถึงไม่มีที่หลับที่นอน ก็มาหาเรา เนื่องจากกรรกรไปทำงานไกล บ้างก็ไปนานยังไม่กลับ เด็กเหล่านี้ก็จะไม่มีที่นอน ก็มาอยู่ที่บ้านเรา แต่ไม่ใช่ว่าที่บ้านเรามีมากมายหรือวิเศษวิโสอะไรมากมายนะคะ มีอะไรกินก็กิน ที่ไหนพอจะซุกหัวนอนได้ก็นอน ไม่ได้มีมากมายอะไร ก็เริ่มต้นจากอย่างนั้น
เมื่อรับเด็กๆเข้ามาแล้วครูน้อยมีการสอนเด็กๆอย่างไรบ้างคะ
เมื่อก่อนยังไม่ได้เป็นกฎระเบียบอะไร กว่าจะมาเป็นระบบ ระเบียบได้ก็หลังจากที่ครูผ่าตัด แต่ก็เสียสภาพช่วงล่างไป เป็นอัมพฤกษ์เดินไม่ได้ หลังจากนั้นอยู่เป็นปีเลยค่ะ ก็มาคิดเรื่องเรียนหนังสือของเด็กๆ เพราะเขาไม่สามารถที่จะเข้าโรงเรียนภาคบังคับเหมือนเด็กๆคนอื่นได้ เนื่องจากว่าตัวเด็กไม่มีเอกสารที่จะแสดงอะไรเลยเกี่ยวกับตัวเอง เพราะต่างคนต่างมาหา มาจากต่างจังหวัดบ้าง สงสารเขาที่ไม่ได้เรียน ครูก็เลยสอนเอง และอีกอย่างคือ เวลาวานให้เด็กๆไปซื้อของก็จดให้ไม่ได้ เพราะเขาอ่านไม่ออก ต้องวาดเป็นรูปไป อย่างซื้อปลาก็วาดรูปปลา ก็เลยคิดที่จะสอนเขา ให้อ่านออกเขียนได้ วิธีการสอนก็คือใช้นิ้ว น้ำและโต๊ะ เพราะครูน้อยเดินไม่ได้ เคลื่อนไหวไม่ได้ แล้วบ้านครูเมื่อก่อนก็เป็นแอ่งน้ำนองตลอด ใต้โต๊ะที่ครูนั่งก็มีแต่น้ำ ก็ใช้นิ้วจุ่มน้ำแล้วมาลากเป็นตัวอักษรเขียนที่โต๊ะ เพราะตอนนั้นก็ไม่มีอุปกรณ์ที่จะสอน ไม่ได้สะดวกสบายอะไรมาก ก็สอนได้แค่นั้น แล้วต้องใช้นิยามสอนกับเด็กๆเอาค่ะ เพราะน้ำเวลาเขียนที่โต๊ะก็จะจางหายเร็ว เวลาเขียนก็ต้องพูดไปด้วย อย่างก.ไก่ ก็จะสอนว่า ”ลากขึ้นปากแหลม กลับมาข้างหลังลากลงตรง” สอนจนเขาอ่านออกเขียนได้ พอสุขภาพเริ่มดีขึ้น ก็เริ่มสอนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ โดยใช้แผงขนมที่เป็นกระดาษ ตามร้านค้าแล้วใช้ด้านหลังเป็นกระดาน ชอล์กไม่มีก็ไปเก็บที่เหลือตามโรงเรียน เด็กๆก็ชอบกันนะคะ สอนจนเขาอ่านออกเขียนได้ หลังจากนั้นบ้างก็ออกไปหางานทำ ครูก็สอนมาเรื่อยๆกว่า 10 ปีเลยค่ะ
แต่ในระหว่างที่สอนเอง ครูก็เรียกร้องที่จะให้เด็กๆได้เรียนในโรงเรียนนะคะ ต่อสู้มาตลอด จนได้อนุมัติให้เด็กได้เข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับเป็นรุ่นแรก และหนึ่งคนในรุ่นนั้นจบระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ด้วยค่ะ(ยิ้ม)
ณ วันนี้มีเด็กๆที่อยู่ในบ้านครูทั้งหมดกี่คนคะ
ตอนนี้ก็มีประมาณ 60 กว่าคน เราจะแบ่งเด็กๆออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกตั้งแต่อนุบาล – ม.3 กลุ่มที่ 2 จะเป็นเด็กโต ม.ปลาย, ป.ว.ช.-ป.ว.ส. จนถึงปริญญาตรี ส่วนหนึ่งจะนอนที่บ้านครูหลังนี้ อีกบางส่วนจะนอนบ้านข้างนอกเป็นบ้านเช่าที่ครูเช่าให้เค้าอยู่ บางส่วนมีญาติๆ เขาก็จะนอนที่บ้านญาติ แล้วเช้าไปโรงเรียนก็มาเอาค่าขนมไปโรงเรียน
กิจวัตรประจำของเด็กๆจะมีกิจกรรมอะไรบ้างคะ
วันธรรมดาเด็กๆก็จะไปโรงเรียนกันค่ะ จะมีเหลืออยู่ที่บ้านบ้างเป็นเด็กเล็กๆ ประมาณ 2-3 คนเองค่ะ ตอนเช้าก็จะมาที่บ้านครูน้อยก่อน เพื่อมารับค่าใช้จ่ายเพื่อไปโรงเรียน ตอนเย็นเลิกเรียนแล้วก็จะมาที่นี่ มากินข้าว ทำการบ้านที่นี่ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมาตั้งแต่เช้าเลยค่ะ มากินข้าวที่นี่ ถ้ายังไม่มีกิจกรรมจากข้างนอก ก็จะมานั่งดูการ์ตูน หรือไม่ก็เล่นกันค่ะ ส่วนเด็กที่โตหน่อยก็จะมีครูมาสอนงานฝีมือ มาทุกเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมีเพ้นท์เสื้อ งานปั้น เพื่อเขาจะได้มีอาชีพติดตัวไปด้วยค่ะ
ส่วนกิจกรรมจากข้างนอกก็จะมีเลี้ยงวันเกิดบ้าง จากกลุ่มนักศึกษาบ้างก็มาเลี้ยงอาหาร บ้างก็มาเล่านิทานหรือกิจกรรมอย่างอื่น จากกลุ่มบริษัทก็มีมาบ้าง จะมีแบบนี้มาทุกอาทิตย์ค่ะ
*** สามารถติดตามบทความทั้งหมดได้จากนิตยสาร Woman’s Story ฉบับที่ 242