Woman's Story Magazine *-* นิตยสารออนไลน์สำหรับผู้หญิง

ความรักของแม่ คือ

รักแบบไร้เหตุผล

สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา

          ฉบับนี้เรามาร่วมพูดคุยกับสาวสวยตากลมโตเจ้าของผลงานเพลง ถอนสายบัว ที่เคยโด่งดังเป็นพุแตกเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว จะเป็นใครไปไม่ได้เธอคือ นุ้ก สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ซึ่งตอนนี้เธอมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในชีวิต เพราะเธอได้กลายมาเป็นคุณแม่คนเก่งที่กำลังทำหน้าที่ดูแลเอาใส่ใจลูกชายทั้งสองคน ซึ่งเป็นทายาทตัวน้อยๆที่กำลังอยู่ในวันเรียนรู้ โดยมีคุณแม่นุ้กคอยเป็นแบ็คอัพให้อยู่ตลอด เรื่องราวการเลี้ยงดูลูกชายวัยซนทั้งสองคนของเธอจะเป็นเช่นไร เราไปติดตามฟังเธอเล่าพร้อมๆกันเลยดีกว่าค่ะ..

พอตั้งท้องแล้วมีการเตรียมตัวเป็นคุณแม่ยังไงบ้างคะ

            นุ้กจะอ่านหนังสือค่ะ อ่านเยอะมาก (ยิ้ม) พอดีว่านุ้กได้ยินมาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่นุ้กนับถือมาก แล้วก็เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยนะคะว่าคนไทยเวลาจะทำอะไรไม่ค่อยศึกษา อีกประเภทหนึ่งก็คือ คิดอย่างเดียวแต่ไม่ทำ ซึ่งจริงๆ แล้วคนเราเวลาจะทำอะไรก็ต้องศึกษาก่อนให้รู้จริงๆ ถึงค่อยทำ ทีนี้พอมาเป็นคุณแม่  นุ้กก็เลยรู้สึกว่าสิ่งนี้แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แล้วเราก็ควรที่จะศึกษาให้ดีก็เลยอ่านหนังสือเยอะมาก เล่มหนึ่งอ่าน 3 รอบ (หัวเราะ) คือตั้งแต่เด็กจนมาท้องลูกคนแรกอ่านหนังสือน้อยกว่าตอนที่กำลังท้องอีกค่ะ

สุขภาพร่างกายล่ะคะ ดูแลอะไรเป็นพิเศษบ้างไหมคะ

            ตอนนั้นจะค่อนข้างลำบากนะคะ เพราะตอนที่ท้องลูกคนแรกอ่านหนังสือได้อย่างเดียวทำอย่างอื่นไม่ได้เลย (ยิ้ม)คือตั้งแต่ท้องเดือนแรกนุ้กก็ต้องไปฉีดยา แล้วต้องไปฉีดทุกอาทิตย์เป็นเวลา 3 เดือนค่ะ เป็นฮอร์โมนเพศหญิง ฉีดเข้าไปเพื่อเข้าไปช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เนื่องจากไข่ไม่เกาะมดลูก นอกจากนี้เวลานุ้กทำอะไรก็จะเขียนเป็นตารางหมดเลยค่ะ อย่างเช่นว่าตอนท้องได้กี่เดือนต้องทำอะไรบ้าง เวลาไหน ยังไง แต่ก็จะเป็นตารางที่เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันของเราด้วยนะคะ จะทำแบบนี้ทั้งสองท้องเลย(ยิ้ม) แต่ของลูกคนแรกจะทำได้เต็มที่กว่าเพราะว่ามีเวลาเยอะ พอเข้าเดือนที่4 นุ้กก็จะเริ่มพูดกับลูก ใส่เสียงให้ลูกฟัง หลังจากนั้นก็จะเริ่มสัมผัส ลูบท้อง จะมีวิธีลูบที่ถูกต้อง สัมผัสน้ำร้อน น้ำเย็น การส่องไฟฉาย แล้วที่ทำมาก่อนเดือนที่ 4 ก็ยังทำอยู่นะคะ จนมาถึงเดือนที่ 8 กิจกรรมที่เสริมพัฒนาการของลูกมันก็จะเพิ่มทีละอย่างๆ ก็ทำทุกอย่างที่ศึกษามา ซึ่งปรากฏว่ามันได้ผลเหมือนตามที่หนังสือบอกค่ะ พอมีลูกคนที่สองก็เลยทำตามแบบเดียวกัน

 

หลังจากที่มีลูกแล้วรู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่าคะ

            เปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ(หัวเราะ) เพราะว่าทำให้เรารู้จักทำอะไรเพื่อคนอื่น อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าเราเกิดมาไม่เคยทำอะไรเพื่อใครนอกจากตัวเอง ต่อให้เรารักคุณพ่อคุณแม่มากแค่ไหน  นุ้กเชื่อว่าหลายๆ คนก็เป็น อย่างตอนเด็กๆ เราบอกว่ารักพ่อแม่เท่าฟ้า หรืออะไรก็ตาม แต่ความรักระหว่างพ่อแม่กับลูกในฐานะที่เราเป็นลูกก็จะเป็นฝ่ายที่ได้รับอย่างเดียว แล้วเราก็จะได้รับมาจนเคยชิน เพราะฉะนั้นคำที่บอกท่านว่าเรารักท่านมาก ซึ่งเราก็ไม่เคยรู้จักให้ แต่สำหรับลูกในฐานะที่เราเป็นแม่ มันคือความรักที่ไร้เหตุผลค่ะ(ยิ้ม) ถึงเราจะไม่ได้รับอะไรจากลูกแต่เราก็รักเค้ามาก แล้วก็พร้อมจะให้ทุกอย่าง ซึ่งตอนที่นุ้กยังเด็กนะคะจะชอบเถียงกับคุณแม่ว่าเรารักแม่มากนะ แต่แม่ก็จะบอกว่านุ้กยังรักแม่เท่ากับที่แม่รักนุ้กไม่ได้ นุ้กก็จะเถียงกับคุณแม่ตลอด หลังจากนั้นคุณแม่ก็เลยบอกว่าอีกหน่อยนุ้กมีลูกแล้วจะรู้ว่าสิ่งที่แม่พูดมันจริง ทีนี้พอมีลูกก็เลยรู้ว่า โอ้โห...ความรักที่เรารักลูกมันคือที่สุดค่ะ (ยิ้ม) แล้วมันก็จะเป็นความรักที่โรแมนติกสำหรับนุ้กนะคะ กับลูกเนี่ยเพลงรักทุกเพลงมันใช่เลย (หัวเราะ) คนอื่นจะมองว่ารักของหนุ่มสาวจะเป็นรักที่โรแมนติก แต่นุ้กว่าความรักที่เรามีให้ลูก มันโรแมนติกกว่าเยอะเลยค่ะ (หัวเราะ)

เป็นคุณแม่แล้วมีวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรคะ

            นุ้กว่าการที่เราจะเลี้ยงลูกได้เราต้องดูตัวเองให้ดีก่อน คือหนึ่งคุยกับตัวเองเยอะๆ สองก็ต้องเข้าใจลูกแต่ละคน แล้วข้อที่สาม เราก็ต้องมีวิสัยทัศที่กว้างไกล จากการอ่านหนังสือ พบเจอพูดคุยกับคนหลายๆ กลุ่ม แล้วก็พยายามศึกษาอะไรที่เราอยากให้ลูกเป็น ซึ่งเราก็ต้องเป็นเหมือนกัน แล้วลูกของนุ้กทั้งสองคนก่อนอายุครบ 2 ขวบ ก็จะสวดมนต์เป็น แล้วก็นับเลขหนึ่งถึงสิบได้ 3 ภาษา แล้วนุ้กจะมีวิธีการสอน คือต้องสอนให้สนุกค่ะ ถ้าลูกเค้ารู้สึกจากความสนุก เค้าก็จะเล่นไปกับเรา แล้วถ้าเวลาลูกทำผิด อย่าไปตำหนิเค้ามาก อย่างลูกคนโตจะตำหนิมากไม่ได้ ต้องคอยอวย(หัวเราะ) แล้วก็อย่าไปทำให้เค้ารู้สึกว่ามันยาก ถ้ามันยากเค้าก็จะบอกตัวเองว่าเค้าทำไม่ได้ คนโตจะเป็นแบบนี้  ส่วนคนเล็กจะชอบให้ตำหนิหน่อยๆ จะไม่เหมือนกัน อันนี้เราก็ต้องดูลูก แต่จะทำมากหรือน้อยก็อยู่ที่เรา เพราะเราเลี้ยงเค้ามาก็จะรู้ว่าสามารถที่จะตำหนิเค้าได้มากแค่ไหนค่ะ แล้วก็ทำความเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานะ ถ้าลูกจะทำไม่ได้ อย่าไปอารมณ์เสีย

ฉะนั้นคุณแม่ที่กำลังท้องอยู่ หรือกำลังจะมีลูก ถ้าคุณอยากจะมีลูกในแบบธรรมชาติก็ตามสบายเลย แต่ถ้าคุณคิดว่าในปัจจุบันมันมีการแข่งขันสูง แล้วไม่อยากให้ลูกเป็นภาระทางสังคมในอนาคต ก่อนที่จะมีลูกก็ต้องคิดว่ามันเป็นความรับผิดชอบที่ใหญ่มาก ต้องมีเวลาให้ลูกเยอะๆ อีกอย่างที่นุ้กจะสอนลูกมาตั้งแต่เล็กๆ คือเค้าจะต้องตัดสินใจในชีวิตของตัวเองให้ได้ ทุกอย่างที่เราอยากบอก อยากสอนลูก นุ้กว่ามันสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนคลอดจนถึง 6 ขวบ ถ้าเราปล่อยลูกไปจนถึง 6 ขวบ มันจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว มันจะปลูกฝังลงไปในจิตสำนึกของเค้าไปแล้วค่ะ

 

*** สามารถติดตามบทความทั้งหมดได้จากนิตยสาร Woman’s Story ฉบับที่ 242