Woman's Story Magazine *-* นิตยสารออนไลน์สำหรับผู้หญิง

กะเทาะหัวใจรักที่ยิ่งใหญ่ของ...ผู้ชายขายหัวเราะ

เจี๊ยบ เชิญยิ้ม

เบญจมาศ - เฉลิม ปานเกิด

 

 

 

            สายใยรักของคนในครอบครัวคือสิ่งที่พันผูกสองหัวใจรักที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ด้วยกัน สำหรับเธอและเขา คงไม่มีความสุขใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่ได้มองเห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขของคนในครอบครัว...ฉบับนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวความรัก ความผูกพัน สายใยครอบครัวที่แนบแน่นของนักแสดงตลกชื่อดัง เจี๊ยบ เชิญยิ้ม (เฉลิม ปานเกิด) และภรรยาผู้น่ารัก แหม่ม- เบญจมาศ มาสิงห์ ซึ่งเรามีโอกาสเข้าไปกะเทาะหัวใจรักที่ยิ่งใหญ่ของทั้งเธอและเขาจนหมดเปลือกเลยทีเดียว เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปติดตามความรักที่ยิ่งใหญ่ของเขาและเธอพร้อมๆ กันเลยค่ะ...

 

เล่าถึงจุดเริ่มต้นของสัมพันธ์รักครั้งนี้หน่อยสิคะ

คุณเจี๊ยบ : ลืมไปแล้ว (หัวเราะ) อืมม์...ก็เจอกันครั้งแรกที่กองถ่ายละครพื้นบ้านของพ่อต้อย เรื่องแก้วหน้าม้า(ยิ้ม) ตอนนั้นพี่เล่นเป็นทหาร เออ...เป็นองครักษ์ ทหารมันดูต่ำเกินไป (หัวเราะ) ก็เป็นผู้ติดตามเจ้าชาย แล้วเจ้าชายก็มีแฟนเป็นเจ้าหญิงของอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งก็คือ พี่แหม่มนี่แหละ

คุณแหม่ม  : คือพี่เล่นเป็นเจ้าหญิง ซึ่งเป็นภรรยาคนที่สองของพระเอกน่ะค่ะ(หัวเราะ)

คุณเจี๊ยบ  :  ครับ ก็ไปเจอกันที่กองถ่ายนี่แหละ แต่ตอนแรกก็คบกันเป็นเพื่อนกันก่อน ยังไม่ได้เป็นแฟนกันนะ ก็จะพูดคุยกันบ่อย มีอะไรก็โทรปรึกษากัน ก็ใช้เวลาปรับตัวกันประมาณ 2 ปีได้ถึงพัฒนาไปเป็นแฟนกัน เราก็ค่อนข้างที่จะรู้จักกันดี รู้นิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี คุยกันรู้เรื่อง มันก็เลยพัฒนาจากเพื่อนกลายไปเป็นแฟนกันได้ในที่สุด

คุณแหม่ม  : แล้วจริงๆ คือพี่เป็นคนที่เข้ากับคนง่ายด้วยแหละ (ยิ้ม)  

คุณเจี๊ยบ  : เค้าเป็นคนที่คุยสนุกด้วย แล้วก็คุยได้กับทุกคนนะ

คุณแหม่ม  : ความจริงพี่เจี๊ยบเค้าเป็นคนที่คุยไม่เก่ง ไม่เหมือนเวลาเค้าแสดงละครหรอกค่ะ ส่วนใหญ่พี่จะเป็นคนชวนคุยซะมากกว่า(ยิ้ม)

 

ครั้งแรกที่เจอกันความรู้สึก ณ ตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้างคะ

คุณแหม่ม  : บอกตามตรงเลยว่าพี่ไม่เคยมองพี่เจี๊ยบอยู่ในสายตาเลย(หัวเราะ) คือพี่ไม่รู้จักว่าเค้าเป็นใครเลยด้วยซ้ำ

คุณเจี๊ยบ  : ใช่ๆๆ พี่ยังไม่ดังมั้งตอนนั้น ยังไม่ค่อยดังเท่าไหร่

คุณแหม่ม  : คือพี่ไม่รู้จักสังคมของเค้า สังคมของตลกคาเฟ่ คือพี่เจี๊ยบก็เริ่มดังนิดๆ แล้วล่ะ ก็ดังในกลุ่มของคนกลางคืนอ่ะ พี่ก็เลยไม่รู้จัก แต่ก็มีเพื่อนๆ นักแสดงที่กองนี่แหละแนะนำให้รู้จักว่าเค้าคือลูกชายของคุณสีหนุ่มที่เป็นนักแสดงตลก พี่ก็เลยอ๋อ...รู้จักคุณพ่อเค้า

คุณเจี๊ยบ  : ครั้งแรกพี่จำได้ว่าพี่นอนอยู่ ที่กองถ่ายแหละ พอดีวันนั้นเป็นงานเททองพระพิฆเนศ คือพี่ทำงานดึกไง ก็เลยนอนหลับ แล้วอยู่ดีๆ พี่ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคุยกันอยู่หลายๆ คนนะ แต่ทำไมได้ยินเสียงผู้หญิงคนนี้คุยอยู่คนเดียว คือได้ยินเสียงพี่แหม่มอยู่คนเดียว ทั้งๆ ที่พอลืมตามาดูมันอยู่กันประมาณ 10 คนได้ พี่ก็เลยรู้สึกว่าอะไรจะคุยเก่งขนาดนั้น เป็นใครว่ะ(ยิ้ม) นี่คือความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้น...แล้วสุดท้ายก็เลยรู้ว่าเค้าเป็นหลานพ่อต้อย แต่ก็ยังไม่อะไรมากมาย แล้วตอนหลังๆ เล่นละครด้วยกันบ่อย พ่อต้อยก็เริ่มฝากน้องเค้ากลับบ้านด้วยบ่อยขึ้น ก็เลยสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ พ่อต้อยฝากปลาย่างไว้กับแมว(หัวเราะ) แต่ก็นานเหมือนกันนะ เป็นปีๆเลยความรู้สึกถึงเริ่มเปลี่ยนไปจากเพื่อนธรรมดา

คุณแหม่ม  : คือเราก็เป็นเพื่อนกันก่อน ก็คบกันมาเรื่อยๆ แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นแฟนกัน(ยิ้ม)

จากนั้นมีการสานสัมพันธ์รักกันอย่างไรบ้างคะ

คุณเจี๊ยบ  : ส่วนใหญ่เราจะเป็นการพูดคุยกันมากกว่า มีอะไรก็ปรึกษากันตลอด

คุณแหม่ม  : พี่เจี๊ยบเองแหละที่โทรมาหา โทรมาคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ปรึกษา แล้วเค้าคงมองว่าพี่แปลกมั้ง ผู้หญิงอะไรตื่นมาใส่บาตรแต่เช้าทุกวัน แม้จะเที่ยวกลับมาดึกๆ ดื่นๆ ก็ยังตื่นมาใส่บาตร สวดมนต์ ไปวัดอะไรอย่างนี้ ซึ่งสังคมสมัยนี้ ไม่ค่อยมีแล้วมั้งคะ

คุณเจี๊ยบ  : พี่จะปรึกษาเค้าได้ในหลายๆ เรื่อง จริงๆ ก็จีบเค้าตั้งแต่แรกแล้วล่ะ(ยิ้ม)แต่คิดว่าเค้าคงไม่มาสนใจเราหรอก แล้วเวลาเราคุยกันก็คุยกันแบบจริงๆ จังๆ คุยกันตรงๆ คือไม่มีคำหวานๆ เหมือนวัยรุ่นสมัยนี้นะ

คุณแหม่ม  : คือเราคุยกันเหมือนผู้ใหญ่คุยกันอ่ะค่ะ คุยกันด้วยเหตุผลมากกว่า แล้วนอกจากคุยกันก็จะมีนัดไปกินข้าวบ้าง ไปเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลงบ้าง มีเวลาว่างก็หากิจกรรมทำร่วมกันบ้าง

 

แล้วอะไรที่ทำให้มั่นใจว่าคนนี้แหละคือ คนที่..ใช่ ของกันและกันคะ

คุณเจี๊ยบ  : เค้าเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แล้วพี่เป็นคนรักครอบครัว ไม่ว่าอะไรพี่จะแคร์ครอบครัวก่อน แล้วคนที่จะมาเป็นแฟนกับพี่ต้องเข้ากับครอบครัวของพี่ได้ นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุด เค้าต้องเข้ากับพ่อได้ เข้ากับน้องได้ เข้ากับทุกคนในบ้านได้ แล้วพี่แหม่มเค้าสามารถพูดคุย เข้ากับครอบครัวพี่ได้ เค้าคุยกับพ่อ คุยกับแม่พี่รู้เรื่อง เข้าได้กับทุกคน แล้วหน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ ไปไหนก็ได้ ก็เลยโอเค

คุณแหม่ม  : พี่เจี๊ยบเค้าเป็นคนที่น่ารัก รักครอบครัว คุยกันรู้เรื่อง แม้ว่าจะมีทะเลาะกันบ้างก็ตาม แต่พื้นฐานคือเป็นคนที่มีจิตใจดี ไม่พูดเรื่องของคนอื่น ไม่อิจฉาริษยา แล้วก็เป็นคนที่ฮาๆ ดีทำให้เรายิ้มได้ตลอด อยู่ด้วยแล้วก็เลยมีความสุขค่ะ(ยิ้ม)

 

คบกันนานแค่ไหนคะถึงตัดสินใจแต่งงานกัน

คุณเจี๊ยบ  : คือต้องบอกเลยว่าเราสองคนอยู่ด้วยกันก่อนครับ แต่ไม่อยากแนะนำเด็กรุ่นใหม่นะ เพราะมันไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีเท่าไหร่ แต่เท่าที่สังเกตเดี๋ยวนี้สังคมเมืองไทยมันจะเป็นแบบนี้หมดแล้ว พี่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดนะ เพราะน้อยคู่ที่จะใช้ชีวิตร่วมกันก่อนแล้วจะสามารถอยู่ด้วยกันไปตลอดรอดฝั่ง อยู่กันไปตลอดชีวิต แต่คู่เราเป็นอะไรที่โชคดี ที่เราอยู่ด้วยกันได้

คุณแหม่ม  : ใช่ๆ เรามาใช้ชีวิตร่วมกันก่อนประมาณ 2 ปีได้ ศึกษาทำความเข้าใจกัน หลังจากนั้นเลยทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ยาวเลย ช่วยกันสร้างครอบครัวของเราเอง

คุณเจี๊ยบ  : อืมม์...แล้วก็น่าจะเริ่มจากที่เรามีน้องด้วยนะ เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ถามว่าคิดจะแต่งงานเมื่อไหร่ ตรงนี้ไม่เคยคิด แต่คิดไปไกลเลยว่าเราซื้อบ้านอยู่ด้วยกันเลย แต่เอาเข้าจริงๆ คนเรามันต้องแต่งงาน อย่างของพี่เรียกว่าขอขมาแบบต่างจังหวัดเลยดีกว่า ก็ไม่ได้ซีเรียสว่าต้องจัดงานใหญ่โตมีหน้ามีตาอะไรมากมาย

คุณแหม่ม  : แต่พี่อยากได้นะ อยากจัดงานแต่งงานที่เป็นหน้าเป็นตา(ยิ้ม) เพราะเราเป็นผู้หญิงไง ก็ต้องอยากมีงานแต่งงานที่ดูสมเกียรตินิดนึง ครั้งนึงในชีวิตนะ(ยิ้ม) แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะเราก็อยู่ด้วยกันแล้ว แล้วก็มีลูกด้วยกันแล้ว...ความจริงเราก็คิดเรื่องซื้อบ้านกันเอาไว้ก่อนแล้ว ก่อนมีลูกด้วยซ้ำ ก็ไปจองบ้านไว้แล้วถึงมีลูก แล้วก็เลยแต่งงานกันในที่สุด

 

เมื่อคนสองคนที่มีความต่างต้องมาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกัน มีการปรับตัวอย่างไรบ้างคะ

คุณเจี๊ยบ  : พี่ว่าส่วนตัวพี่ปรับในเรื่องหน้าที่การงาน คือหน้าที่การงานมันทำให้เราต้องปรับตัวเอง จากตอนแรกพี่จะทำงานกลางคืนร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่ก็มีทำงานกลางวันด้วย ถ่ายละคร ถ่ายรายการ แต่ไม่ค่อยเยอะ ส่วนใหญ่เป็นงานกลางคืน แล้วพอเลิกงานก็จะมีนั่งคุยกันต่อบ้าง แล้วเราต้องปรับตัวเพราะงาน คือคาเฟ่เริ่มน้อยลง งานกลางคืนก็น้อยลง แล้วกลับเป็นงานกลางวันที่เยอะขึ้นๆ จนพี่ไม่มีเวลาพักผ่อน ตรงนี้เราเลยต้องมาทำงานกลางวันมากกว่ากลางคืน แล้วงานกลางคืนก็ค่อยๆ หายไปเลย ทุกวันนี้พี่ไม่มีงานกลางคืนเลย นั่นแหละครับ งานมันทำให้เราเปลี่ยนมาเป็นคนทำงานกลางวัน แล้วทีนี้วิถีชีวิตก็เหมือนๆ กันแล้ว

คุณแหม่ม  : พี่เองที่ต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะสังคมของพี่กับของพี่เจี๊ยบไม่เหมือนกัน เค้าเป็นสังคมกลางคืน พี่เป็นสังคมกลางวัน แล้วพี่ก็จะไม่เข้าใจหรอก ว่าทำไมเลิกงานต้องไปนั่งต่อ ไปปาร์ตี้ เลิกงานสังสรรค์อะไรแบบนี้ เพราะที่บ้านพี่พอเลิกงานก็กลับบ้าน กินข้าวพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว พี่ชินกับครอบครัวพี่ที่เป็นแบบนี้ ก็เลยไม่ชินกับการที่ต้องมานั่งกินข้าวตอนตีสอง บางทีตีสามยังต้องมานั่งทำกับข้าวกันอยู่ แล้วบางวัน 7 โมงเช้ายังนั่งคุยอยู่กับลูกน้องที่ร้านลาบเป็ดอยู่เลย ซึ่งพี่ไม่ชิน พี่ก็เลยต้องปรับเยอะ เคยคิดว่าเอ้ย...จะอยู่กับเค้าได้ไหมเนี่ย วิถีชีวิตเค้าเป็นแบบนี้(หัวเราะ) แล้วเราเป็นคนกลางวันไง เราก็มองเห็นสังคม มองอะไรๆ ในแบบคนกลางวันทั่วไป ซึ่งตรงนี้ทำให้ต้องปรับตัวเยอะมากกว่าจะเข้าใจ พี่ใช้เวลาปรับตัวนานมาก 5-6 ปีเลยอ่ะ ค่อยๆ ปรับทีละนิดๆ ค่ะ

 

 

*** ติดตามบทความทั้งหมดในฉบับที่ 243 จาก