
Working Woman
พัชรี โฆวงศ์ประเสริฐ
ผู้หญิงเก่ง สาขาผู้ริเริ่มธุรกิจ ปี 2553
จากสัปดาห์สตรีสากลประจำปี 2553 ที่ผ่านมา มีผู้หญิงเก่งจากทั่วประเทศ ที่ผ่านการพิจารณาได้รับรางวัลในสาขาต่างๆมากมายทั้งด้านการเกษตร การเมือง การพัฒนา ทำให้เราได้เห็นว่าทุกวันนี้มีผู้หญิงเก่งอยู่ในสังคมมากมาย ที่ช่วยพัฒนาในด้านต่างๆของสังคม รวมถึงพัฒนาประเทศอีกด้วย
ครั้งนี้จะพาไปทำความรู้จักหนึ่งในจำนวนผู้หญิงเก่งที่ได้รับรางวัลในปีนี้ “คุณ
จุดเริ่มต้นของบ้านมะขาม
คุณพัชรี : จุดเริ่มต้นของบ้านมะขาม เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สามีของดิฉันเป็นสถาปนิก รับทำงานเฟอร์นิเจอร์เพื่อเข้าไปตกแต่งคอนโด มูลค่าประมาณ 35 ล้านบาท แล้วตอนนั้นลูกค้าไม่จ่ายเงินประมาณ 30 ล้านบาท บริษัทของสามีก็ต้องหยุดพักชั่วคราว เพราะว่าไม่มีเงินเข้ามาหมุนเวียน แล้วช่วงนั้นก็มีคนฆ่าตัวตายเยอะด้วยนะคะ ดิฉันก็ถามสามีว่าคิดจะฆ่าตัวตายเหมือนพวกเขาหรือเปล่าเพราะเงินมันเยอะมากๆ แล้วเราก็ต้องกู้เงินจากธนาคารมาทำตรงนี้ด้วย เขาก็บอกว่าเปล่าเลย ไม่คิดที่จะฆ่าตัวตาย ดิฉันก็ดีใจ ที่เขาคิดได้อย่างนั้น ยังดีที่ยังมีสติ ต้องขอบคุณเขาเลยค่ะ ที่เขาคิดได้แบบนี้
คุณพัชรี : ดิฉันก็บอกให้เขาลองพักดูก่อนค่ะ ให้เขาพักผ่อนแบบสบายๆ ก็เลยคุยกันว่าตอนที่หยุดพัก จะทำอะไรดี พอดีช่วงนั้นเป็นช่วงลูกปิดเทอม ก็ได้มีโอกาสกลับบ้านที่เพชรบูรณ์ เป็นบ้านเกิดของดิฉันเอง ระหว่างทางดิฉันก็ได้ยินกระแสพระราชดำรัส ของในหลวง เรื่องให้ทำเศรษฐกิจอย่างพอเพียง ลองหันกลับไปมองดูว่า ที่บ้านมีสินค้าเกษตรอะไร ลองกลับไปดูว่าพอจะมีอะไรที่เราจะหยิบมาทำได้บ้าง
คุณพัชรี : พอไปถึงที่เพชรบูรณ์ มีเพื่อนเอามะขามมาให้ชิม ดิฉันก็เลยบอกว่ามะขามเคลือบน้ำตาลแบบนี้ คนกรุงเทพฯ เขาไม่กินกันหรอก เพราะคนกรุงเทพเขาจะดูแลสุขภาพกัน ได้ทานของอร่อยแต่ก็ต้องดูเรื่องสุขภาพด้วย แต่ดิฉันกินแล้วก็อร่อยนะคะ ก็เลยคิดได้ว่าจะลองเอาภูมิปัญญาอันนี้มาลองดัดแปลง เอามะขามมาแกะเม็ด แทนที่จะเอาไปตากแดด เราก็เอามาอบ ก็ทดลองทำเลยค่ะ ลองทำในวันนั้นเลย เลื่อนการเดินทางกลับกรุงเทพฯ 2-3 วันเลยค่ะ แล้วก็ทดลองทำประมาณ 3 กิโลกรัมก่อน
คุณพัชรี : คือเอาภูมิปัญญาชาวบ้านที่เขาทำตรงนี้ไว้อยู่แล้ว แล้วก็ลองเอามาดัดแปลง เพราะว่าแบบเก่าดิฉันคิดว่าไม่ใช่ เพราะเขาเคลือบน้ำตาลแบบกล้วยฉาบ ก็เลยลองมาช่วยกันคิด ช่วยกันลองมาทำดู ว่าเราจะดัดแปลงอย่างไรให้เข้ากับคนกรุงเทพฯ ดิฉันก็เอาน้ำตาลมาตำใส่เกลือใส่พริกเท่านั้นเองค่ะ แล้วก็เอามะขามที่แกะเม็ดแล้วเอามาอบ แล้วก็เคลือบด้วยน้ำตาลที่เราตำ ก่อนเคลือบเราจะเอาน้ำเชื่อม มาเคลือบมะขามให้หมาดๆ แล้วก็เอาผงที่เราตำไว้มาเคลือบบางๆ ผงนั้นจะคล้ายๆกับไอซิ่ง นี่คือต้นตำรับจากไอเดียของดิฉันเลยค่ะ คือแทนที่เราจะใส่น้ำตาลเยอะๆ เราก็แค่เอามาเคลือบบางๆ นั่นคือจุดเริ่มต้นเลยค่ะ
จากเพชรบูรณ์สู่กรุงเทพฯ
คุณพัชรี : จากวันนั้นก็ลองทำจนได้ที่ค่ะ พร้อมกับทำกลับมาที่กรุงเทพด้วยอีก
คุณพัชรี : ต่อมาทางเพชรบูรณ์เกิดมีปัญหาว่าฝนตกหนัก ส่วนหนึ่งก็ลำเลียงมาที่กรุงเทพ แล้วก็มาทำที่นี่ แล้วเราก็ให้คนในละแวกชุมชนของเรา มาช่วยกันผลิต ก็จะมีคุณแม่ของดิฉันแล้วก็แม่บ้านเป็นหลักเลยค่ะ(ยิ้ม) แล้วก็มีชาวบ้าน 3-4 คนมาช่วยกันทำ ตอนเช้าสามีจะเป็นเอาไปส่งตามร้านต่างๆ แล้วพอตอนเย็นดิฉันกลับจากงาน ก็มาช่วยบรรจุ เพราะตอนนั้นยังทำงานประจำอยู่

จากพนักงานบริษัทมาถึงธุรกิจทำเงิน
คุณพัชรี : ขอเล่าย้อนไปนิดนึงค่ะ แรกเริ่มเดิมทีดิฉันทำงานบริษัทมาก่อน ทั้งที่เนสท์เล่และ ดีทแฮล์ม ในด้านฝ่ายขายมากว่าหลายปี และในตอนแรกที่เริ่มทำมะขาม ดิฉันก็ยังคงทำงานบริษัทอยู่เช่นกัน และได้ตัดสินใจออกมาทำเต็มตัวตั้งแต่ ปี 2545 เนื่องจากกิจการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ลำพังสามีทำอย่างเต็มที่คนเดียวคงไม่ไหว จึงได้ตัดสินใจลาออกมาทำอย่างเต็มตัว
คุณพัชรี : เหตุผลที่ตัดสินใจออกมาอีกอย่างหนึ่งคือ จากผลงานที่เคยทำในขณะที่ทำงานประจำอยู่นั้น ก็มีผลงานที่ดีมาโดยตลอด ทั้งยอดขายหรืออื่นๆก็ดี ก็ลองมานึกถึงกิจการของตัวเอง ก็น่าคิดนะ เพราะดิฉันเองคงจะไม่เป็นลูกจ้างเขาตลอดจนเกษียณ ออกมาลุยทำของตัวเองอย่างเต็มที่ แล้วอีกอย่างคือดิฉันเองก็มีประสบการณ์การทำงานทางด้ายฝ่ายขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คิดว่าคงจะไปได้ดี เพราะตอนนั้นยอดขายก็ดีขึ้นเรื่อยๆด้วย ก็เลยตัดสินใจออกมาลุยทำมะขามอย่างเต็มที่
คุณพัชรี : จนถึงตอนนี้ดิฉันและสามีก็ช่วยกันบริหารบ้านมะขามมาเป็นเวลา 13 ปี โดยหน้าที่หลักๆทางด้านการบริหารจัดการ ทั้งการตลาด และติดต่อตลาดทางต่างประเทศ สามีของดิฉันจะเป็นคนดูแล ส่วนเรื่องของผลิตภัณฑ์ ทั้งคิดสูตรต่างๆ รวมถึงบรรจุภัณฑ์และตลาดในประเทศ จะเป็นพัชดูแลเป็นหลัก
การพัฒนาของบ้านมะขาม
คุณพัชรี : จากเริ่มแรกที่คิดพัฒนาภูมิปัญญาของชาวบ้าน จากมะขามคลุกน้ำตาลธรรมดาๆ จนกลายมาเป็นมะขามคลุกเสวย และได้พัฒนาให้มีอีกหลายรสชาติตามมา ส่งตามร้านค้าต่างๆ จนมาถึงร้านสะดวกซื้อ และตามโมเดิร์นเทรด ส่วนเรื่องการผลิต ก็พัฒนาจากที่ผลิตที่เพชรบูรณ์ จนมาที่กรุงเทพ ตอนแรกเริ่มที่บ้านของพัช และหลังจากนั้นได้ขยับขยายออกมา และในที่สุดก็ได้มีโรงงานแล้วถึง 2 โรงค่ะ
คุณพัชรี : นอกจากนี้ ดิฉันยังได้เข้าร่วมโครงการอบรมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการเตรียมแผนธุรกิจ และเป็นการเพิ่มความรู้ในการทำธุรกิจให้กับตัวเองอีกด้วย โดยการได้มีการเขียนแผนธุรกิจ จากการเข้าร่วมโครงการนี้ ได้ทำให้ดิฉันได้นำความรู้ต่าง มาพัฒนาและมาปรับใช้ จนทำให้ธุรกิจบ้านมะขามได้เติบโตขึ้นทุกปี จนมาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกมากมาย จนขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากมะขามกว่า 30 ชนิดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ทะขามเคี้ยวหนึบ ทอฟฟี่มะขาม น้ำพริกกุ้งมะขาม ฯลฯ ซึ่งพัฒนารสชาติให้ถูกปาก พร้อมทั้งยังออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอีกด้วย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมากๆ
คุณพัชรี : การทำงานในแบบของพัช พัชคิดว่าไม่มีอะไรที่เป็นเคล็ดลับในการพัฒนาหรือการทำงาน คือคิดอย่างเดียวว่า ตอนนี้คือเราถอยหลังไม่ได้แล้ว ทำอย่างไรให้บ้านมะขามมีความยั่งยืน เพราะฉะนั้นก็ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ มันไม่มีถอยหลังอยู่แล้วค่ะ อย่างกลุ่มชาวบ้านหรือชุมชนที่ทำงานอยู่กับเรา เราก็ต้องทำให้เขายั่งยืนด้วยเช่นกัน
*** ติดตามบทความทั้งหมดในฉบับที่ 246 จาก
