Woman's Story Magazine *-* นิตยสารออนไลน์สำหรับผู้หญิง

 

Working Woman

ปรีญาณี สุพุทธิพงศ์

รองกรรมการผู้จัดการ บ. นานมี จำกัด

           

หากจะเอ่ยถึงนานมีแล้วนั้น หลายๆคนคงจะรู้จักเป็นอย่างแน่นอน ทั้งเครื่องเขียนภายใต้ยี่ห้อตราม้า และอีกอย่างที่ทำให้ทุกคนนึกถึงคือ ความเป็นจีนของนานมี เพราะนานมีเริ่มต้นมาจากร้านหนังสือจีนเล็กๆในย่านไชน่าทาวน์ของเมืองไทย ที่มีความตั้งใจจะนำหนังสือจีนมาให้พี่น้องชาวจีนที่อยู่ประเทศไทยได้อ่าน จนแตกแขนงมาเป็นเครื่องเขียนและอื่นๆอีกมากมาย

            และในปัจจุบันนานมียังคงอยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปีแล้ว ภายใต้การนำทัพของผู้บริหารหญิงคนเก่งอย่าง คุณปรีญาณี สุพุทธิพงศ์ หรือ คุณคี้ เรียกได้ว่าเป็นทายาทรุ่นที่สาม ที่เข้ามาสานต่อกิจการของครอบครัว พร้อมทั้งพัฒนาในด้านต่างๆ อีกทั้งยังส่งเสริมเรื่องราวของความเป็นจีนให้ยังคงอยู่ ส่วนเรื่องการทำงานนั้นคุณคี้ก็เก่งไม่แพ้ใครเลยทีเดียวค่ะ ทั้งประสบการณ์การคลุกคลีอยู่กับรุ่นคุณปู่และคุณพ่อ ทำให้เธอได้เห็นขั้นตอนในการบริหารงานของนานมีมาตั้งแต่เด็กๆ รวมถึงประสบการณ์การทำงานจากต่างแดนอีกด้วยค่ะ..

 

สะสมประสบการณ์จากต่างแดน

            คุณคี้ : คี้ไปเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กเลยค่ะ ก็ตั้งแต่จบ ป.6 จากเมืองไทย แล้วก็เรียนที่สิงคโปร์ 6 ปี ต่อปริญญาตรีทางด้านรัฐศาสตร์ ที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็เรียนต่อปริญญาโท MBA ที่สหรัฐอเมริกา ที่เลือกเรียนปริญญาตรีรัฐศาสตร์ คือตอนแรกยังลังเลอยู่ค่ะว่าจะเลือกอะไร ระหว่างวิศวกรรม อุตสาหการ กับรัฐศาสตร์ เพราะใจหนึ่งก็อยากจะเรียนวิศวะ แต่ว่าอีกใจหนึ่งก็อยากจะรู้ว่าการเมืองคืออะไร เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ทำไมจะต้องมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็เริ่มสงสัย อย่างนั้นก็ลองเรียนด้านนี้แล้วกัน จะได้รู้ว่าคืออะไร แต่ก็ไม่รู้นะคะว่าจบมาแล้วจะยังไงต่อกับด้านนี้  คือคี้มีความตั้งใจว่าอย่างไรปริญญาโทก็จะเรียน MBA อยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจว่า ถ้าอย่างนั้นปริญญาตรีก็เรียนอะไรที่ตัวเราอยากจะรู้ก็แล้วกัน ก็เลยตัดสินใจเรียนด้านรัฐศาสตร์ค่ะ(ยิ้ม)

 

สิ่งที่ได้จากการใช้ชีวิตในต่างแดน

            คุณคี้ : การไปใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กในต่างประเทศ ได้อะไรกลับมามากมายเลยค่ะ เพราะอยู่ที่นั่นเราต้องทำอะไรเองทุกอย่าง ช่วยเหลือตัวเอง ได้ความรับผิดชอบ เพราะว่าถ้าอยู่ที่เมืองไทย แน่นอนว่าเราจะต้องได้รับความดูแลเป็นอย่างดี แต่ที่ต่างประเทศไม่ใช่ค่ะ ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วอีกอย่างคือได้ภาษา ทั้งจีนกลาง อังกฤษ และญี่ปุ่นด้วยค่ะ

 

เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานก่อนจะก้าวมาเป็นผู้บริหาร

            คุณคี้ : หลังจากจบ ป.ตรี แล้วก็ได้กลับมาที่เมืองไทย ระหว่างที่รอจะไปเรียนต่อ ป.โท 1 ปีนั้น ได้ทำงานที่ธนาคารก่อนค่ะ แล้วก็ไปเรียนต่อ ป.โท ที่สหรัฐอเมริกา และจบ ป.โทแล้ว ก็ได้ทำงานต่ออีก 2 ปีค่ะ ที่อเมริกาและญี่ปุ่น แต่เป็นบริษัทเดียวกันนะคะ ทำเกี่ยวกับการตลาดของกองทุนสะสมทรัพย์ค่ะ ก็ทำจนรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับมาทำที่บ้านของเรา ก็เลยกลับมาที่นานมี

            คุณคี้ : ที่กลับมานานมี คือคี้คิดมาตั้งแต่เด็กๆแล้วค่ะว่าสุดท้ายเราก็จะกลับมาบริหารธุรกิจของครอบครัว แต่ก็อยากจะหาประสบการณ์การทำงานดูก่อน เป็นการเปิดโลกทัศน์ของตัวเราด้วย ลองทำงานเป็นลูกจ้าเขาดูก่อน จะได้ลูกว่าชีวิตลูกจ้างนั้นเป็นอย่างไร

 

ต้นแบบการบริหาร

คุณคี้ : คี้เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่ 3 ที่เข้ามาบริหารที่นี่ค่ะ สำหรับตัวคี้เองจะใกล้ชิดในรุ่นคุณพ่อแล้วก็คุณปู่ คือคี้ได้เห็นที่นี่ตั้งแต่เด็กๆแล้วค่ะ เวลากลับจากโรงเรียนเราก็จะมาที่นี่ ก็จะได้ช่วยงานเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่นเขียนบิล เขียนเช็ค แล้วพอโตมาเราก็จะเข้าใจว่าเขียนทำไม อะไรประมาณนั้นค่ะ หรือบางครั้งก็ช่วยขายของบ้าง ตอบจดหมายบ้าง คือทำแบบนี้มาเรื่อยๆ จนซึมซับเข้าไปในตัวของคี้เองค่ะ ก็จะได้เรียนรู้งานต่างๆ ว่าแต่ละหน้าที่เขาต้องทำอะไรบ้าง เจอกับปัญหาอะไรบ้าง ก็ไม่ได้เวียนไปทุกหน้าที่นะคะ แต่ก็พอจะรู้บ้างในภาพรวมว่าเขาต้องทำอะไรกัน คือเรียกได้ว่าคลุกคลีกับการทำงานของที่นี่มาตั้งแต่เด็กๆเลยค่ะ

คุณคี้ : พอได้มีโอกาสเข้ามาทำงานจริงๆแล้ว ก็ต้องมีการปรับตัวบ้างค่ะ ในเรื่องของการเป็นผู้นำ ตอนเราทำงานอยู่ เจ้านายสั่งมาเราก็ทำ แสดงความคิดเห็นบ้างในบางครั้ง พอเรามาเป็นเจ้าของธุรกิจเองบ้าง เราต้องดึงความเอาศักยภาพของพนักงานออกมา คือคิดว่าคนมาทำงานไม่ใช่แค่หาเช้ากินค่ำนะ คนก็มีความฝัน เราก็อยากให้คนที่ทำงานกับเราสนุกกับการทำงาน แล้วงานที่ออกมาก็จะดี อยากให้งานนี้มีประโยชน์กับเขาจริงๆ ไม่ใช่ทำไปวันๆ ต้องเรียกว่าต้องเรียนรู้ศักยภาพของพนักงาน รู้ถึงการบริหารคน สิ่งสำคัญคือจะต้องรู้ว่าพนักงานคนนี้เป็นอย่างไร เก่งอะไร ใช้จิตวิทยาในการบริหาร

คุณคี้ : สไตล์การทำงานของคี้ เป็นคนเปิดเผยค่ะ เป็นคนที่ตรงๆ หากมีอะไรสามารถจะถามได้เลย แล้วก็จะเป็นคนที่แอคทีฟในการทำงาน แล้วก็ชอบคนที่แอคทีฟไปกับเราด้วย ชอบคนที่ทำงานแบบตามเราค่ะ อย่างเช่นว่า คือถ้าเราสั่งงานไปแล้ว แล้วเป็นคนมาตามเรา แบบนี้คี้จะชอบค่ะ เป็นความรู้สึกที่ว่าสั่งงานเขาไปแล้วเขากระตือรือร้นที่จะทำงาน สนใจในงาน รู้สึกดีค่ะที่เขาแอคทีฟกับงานที่เราสั่ง คี้จะไม่ชอบประเภทที่สั่งไปแล้ว แล้วเงียบไปเลย หายไปจนเราก็ไม่รู้ว่างานที่ให้ไปนั้นดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ชอบคนที่กระตือรือร้นมากกว่า   

 

*** ติดตามบทความทั้งหมดในฉบับที่ 247 จากนิตยสาร woman's story