Woman's Story Magazine *-* นิตยสารออนไลน์สำหรับผู้หญิง
ร่วมงานกับเรา


ดลิน โสภณพนิช ... กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดลิน วาย จำกัด  เจ้าของร้าน The Adjective

 

 

ดลิน โสภณพนิช

กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดลิน วาย จำกัด

เจ้าของร้าน The Adjective

 

ต้องยอมรับว่าคนไทยใส่ใจในเรื่องของแฟชั่นมากขึ้น หลังจากที่กรุงเทพฯประกาศตัวเป็นเมืองแฟชั่น ทำให้เกิดแบรนด์ใหม่ๆ โดยดีไซน์เนอร์คนไทยเอง หรือแบรนด์จากต่างประเทศก็ถูกนำเข้ามาจับจองพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าเมืองไทยมากขึ้น

ร้าน The Adjective เป็น1 ในร้านเสื้อผ้าแฟชั่นที่กำลังถูกจับตามองจากสื่อทั้งไทยและต่างชาติ เพราะรวมเอาแบรนด์กางเกงยีนส์ชื่อดังในหลากหลายประเทศมาไว้ภายในร้านเดียว โดยเบื้องหลังความสำเร็จ คือ คุณดิ๋น-ดลิน โสภณพนิช ที่ยอมทิ้งงานประจำ เพื่อทุ่มเทให้กับธุรกิจส่วนตัวนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งวันนี้เธอได้พิสูจน์แล้วว่า ร้าน The Adjective ไม่ใช่แค่ร้านเสื้อผ้าของไฮโซ

กว่าจะเป็นร้าน The Adjective (ดิ แอดเจ็คทีฟ) ในวันนี้

ร้าน The Adjective เป็นร้านที่ดิ๋นหุ้นร่วมกับเพื่อนอีก 4 คน ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ก็ถือว่าค่อนข้างจะทำงานเยอะเหมือนกัน กว่าจะมาลงเอยแบบนี้ ทำการบ้านค่อนข้างนาน จุดเริ่มต้นมันเกิดจากความชอบมากกว่า พอดีว่าดิ๋นมีพี่ชายเรียนอยู่ต่างประเทศ เลยมีโอกาสได้ไปเยี่ยมพี่ชาย และก็ไปซื้อเสื้อผ้าบ้าง ซึ่งพี่ชายก็บอกว่าสินค้าตัวนี้ที่ประเทศไทยไม่มี มันเลยเป็นความสงสัยว่า ทำไมเราต้องไปหาซื้อที่อื่น ทำไมเราซื้อของแบบนี้ในเมืองไทยไม่ได้ ทำไมต้องไปดิ้นรนวิ่งไปซื้อที่เมืองนอกหรือฝากเพื่อนซื้อตลอดเวลา ก็เลยมีความคิดที่อยากจะนำเข้าเสื้อผ้าเหล่านั้นเข้ามา โดยเน้นหนักที่กางเกงยีนส์ เพราะกางเกงยีนส์เนี่ย สำหรับดิ๋นเป็นแฟชั่นที่ไม่มีวันตาย(ยิ้ม) อย่างกางเกงสีน้ำเงินเข้มก็เป็นอะไรที่ใส่ได้ตลอด ไม่ว่าแฟชั่นจะเปลี่ยนไปยังไง พอตัวนี้สีซีด เราก็ต้องไปหาตัวใหม่ ซึ่งถ้ากางเกงรุ่นนี้ ไม่มีแล้ว หรือมีร้านแต่อยู่ไกลมาก แล้วอยากได้กางเกงยีนส์แบบนี้อีก จะทำยังไง แล้วดิ๋นคิดว่า ยีนส์ในเมืองไทยมีค่อนข้างจำกัด ซึ่งยีนส์แต่ละยี่ห้อก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะใส่กางเกงยีนส์ยี่ห้อนี้แล้วสวย ดิ๋นเลยอยากเปิดโอกาสให้กับลูกค้าได้มีตัวเลือกมากขึ้น เราก็นึกถึงตัวเราเองด้วย

พอดีหุ้นส่วนคนหนึ่งที่เรียนอยู่ออสเตรเลีย เขาสนใจที่จะหุ้นด้วย เพราะมีความคิด มีมุมมองเดียวกัน แล้วแบรนด์ที่ชอบก็เป็นแบรนด์ที่เราใส่กันมานานพอสมควรแล้ว เลยตัดสินใจที่จะมาเปิดร้าน แต่กว่าที่จะเริ่มได้ เป็นรูปร่างร้านอย่างในปัจจุบันก็มีปัญหาหลายอย่างเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องทำเล ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ รองลงมาก็คือ คอนเซ็ปต์ของร้าน ที่เราต้องมีความชัดเจน ที่สำคัญคือเรื่องของแบรนด์ ไม่ใช่ว่าเราสนใจแบรนด์นี้แล้วเขาจะสนใจเรา แต่ละแบรนด์เราใช้เวลาติดต่อพูดคุยค่อนข้างนาน อย่างที่รู้ๆกันว่า เราซื้อสินค้าของ Autumn/Winter เราก็ต้องติดต่อขอซื้อล่วงหน้าประมาณ 6 เดือน มันก็ต้องค่อยมีการดำเนินการ ไม่ใช่อยากเปิดร้านพรุ่งนี้ คุณสามารถมีของได้ทันทีเลย มันไม่ใช่แบบนั้น

คุณดิ๋นมีวิธีจัดการกับปัญหาต่างๆอย่างไรบ้างคะ

ดิ๋นค่อยๆแก้ทีละจุดค่ะ เริ่มจากเรื่องทำเลก่อนเลย เพราะการที่เราจะเปิดและไปรอดได้ ทำเลเป็นสิ่งสำคัญ ร้านที่ดิ๋นจะเปิดเป็นร้านขายกางเกงยีนส์ที่ค่อนข้างจะวัยรุ่นนิดนึง ก็ต้องเป็นทำเลที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ที่เซ็นทรัลเวิลด์ค่อนข้างเป็นตัวเลือกหลัก เพราะเพิ่งจะเปิดตัวด้วย ตัวดิ๋นถูกใจตัวคอนเซ็ปต์ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์อยู่แล้ว เพราะเขาถือว่าศูนย์รวมของไลฟ์สไตล์ระดับโลก ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่จับต้องได้ และกลุ่มเป้าหมายของห้างเองก็สามารถเข้ามาดูสินค้าได้ โดยไม่ต้องกังวลหรือกลัวว่า อันนั้นก็แพง อันนี้ก็แพง ซื้อไม่ได้เลย ดิ๋นไม่อยากให้ลูกค้าของดิ๋นรู้สึกอย่างนั้น พอเราตัดสินใจเลือกทำเลได้ ปัญหาก็ตามมาอีกตรงที่ว่า จังหวะเวลามันไม่ได้ ห้องนั้นได้ แต่ทำเลไม่ดี ห้องนี้เราชอบใจแต่เขายังไม่หมดสัญญา กว่าจะต่อรองตรงนั้นได้ก็ต้องใช้ความพยายามเยอะ และใช้เวลานานพอสมควร

เรื่องของแบรนด์นี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ต้องผ่านการตัดสินใจพอสมควรเลยใช่ไหมคะ

ดิ๋นคิดว่าอุปสรรคที่สำคัญ อยู่ที่การเลือกแบรนด์ให้ถูกใจลูกค้ามากกว่าสิ่งที่คิดว่าเราชอบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อีกร้อยคนจะชอบเหมือนเรานะ(หัวเราะ) ดิ๋นคิดว่าบางทีที่เราเปิดมา มันก็ค่อนข้างต้องเดาใจลูกค้าเยอะเหมือนกัน ไม่ว่าจะเรื่องของแบบหรือไซส์ เรื่องไซส์นี่จะหนักมาก เพราะเราต้องมีสต๊อก เราเดาใจไม่ได้หรอก นอกจากการสังเกต และดิ๋นก็จะถามๆคนที่มีประสบการณ์มาแล้วบ้าง เพราะดิ๋นเปิดร้านตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีแล้ว เราเองก็มีความเข้าใจในสินค้ามากขึ้น รู้ในเรื่องของไซส์มากขึ้น จะรู้ว่าปกติแล้วลูกค้าที่เข้ามาจะต้องการไซส์ประมาณนี้นะ ส่วนเรื่องเทรนด์ ตอนนี้เดฟได้รับความนิยมค่อนข้างสูงสำหรับลูกค้าในร้านดิ๋นค่ะ

 

ต้องติดต่อกับบริษัทเจ้าของแบรนด์ในต่างประเทศตลอดมีความยากง่ายอย่างไรบ้างคะ

ยากไหม ในความรู้สึกของดิ๋นมันขึ้นอยู่กับความพยายามนะ(ยิ้ม) ถ้าเรามีความพยายามสูง งานที่ว่ายากก็จะกลายเป็นง่าย เหมือนเราพยายามติดต่อเขา พยายามจะอธิบายเขา คือ ดิ๋นมองว่าการตกลงเจรจาจะสำเร็จได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคอนเซ็ปต์มากกว่า ดิ๋นว่าถ้าคอนเซ็ปต์มันตรงใจกัน แบบตรงใจกันปุ๊บทุกอย่างก็คลิกกัน ในแบบที่ดิ๋นเจอมาจะเป็นอย่างนั้น เมืองนอกเขาก็แฮปปี้นะคะ พอเห็นรูปในสื่อ เพราะอยู่ดีๆร้านดิ๋นก็ไปออกสื่อที่ฮ่องกง และฮ่องกงซึ่งเป็นซัพพลายเออร์เจ้าหนึ่งของดิ๋นก็ส่งหนังสือกลับมาให้ แล้วซัพพลายเออร์ก็บอกว่า ไอเห็นร้านยูแล้ว ร้านยูลงหนังสือที่ประเทศเขาด้วย ร้านสวย คอนเซ็ปต์ดี เราก็ดีใจนะ ถือว่าเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์เหมือนกัน ที่ได้รับความสนใจแบบนี้ ทางเจ้าของแบรนด์รายอื่นๆก็แฮปปี้มาก เพราะทำให้สินค้าเขามีชื่อเสียงด้วย ดิ๋นจะพยายามทำการประชาสัมพันธ์ร้าน นำสินค้าไปลงนิตยสาร เราค่อนข้างซัพพอร์ตเขาพอสมควร ไม่ใช่ว่าเอาของเขาเข้ามาขายแบบเงียบๆ ซื้อมาขายไป คือ เราก็ช่วยกันและกันมากกว่า เขาก็โปรโมทในแบบของเขา เราก็ทำในส่วนของเรา โปรโมทในประเทศไทยให้มากที่สุด

ที่มาของชื่อร้าน The Adjective คืออะไรคะ

The Adjective เป็นคำขยายนามค่ะ(ยิ้ม) แต่ของดิ๋นจะลึกกว่านั้น เป็นคำขยายนามสำหรับลูกค้าทุกคนที่เข้ามาในร้าน เพราะว่าแต่ละคนที่เข้ามาในร้าน จะสามารถหาคำขยายนามที่เข้ากับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสวยเก๋ ทันสมัย เปรี้ยว ให้เข้ากับตัวเองได้ เมื่อใส่ของในร้านเราเข้าไป ซึ่งตอนเปิดร้านใหม่ๆ คนจะเข้าใจผิดว่า The Adjective เป็นแบรนด์ค่อนข้างเยอะ จะถามว่าผลิตเองหรือเปล่า ยี่ห้ออะไร เป็นแบรนด์ The adjective เลยหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ความเข้าใจผิดตรงนี้ ก็ทำให้เราได้มีโอกาสอธิบายคอนเซ็ปต์ร้านไปในตัวด้วย(ยิ้ม)

คุณดิ๋นดูแลงานในส่วนไหนเป็นหลักบ้างคะ

ดิ๋นจะมีหน้าที่หลักเลย คือ การดูแลร้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการดูแลหน้าร้าน จัดดิสเพลย์ร้าน ก็จะมีหุ้นส่วนเข้ามาช่วยด้วย เพราะแต่ละคนจะถนัดไปคนละแบบแตกต่างกันไป แต่ดิ๋นจะเป็นตัวหลัก เราคุยกันตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่า ดิ๋นจะเป็นคนดูแลร้าน เพราะดิ๋นไม่ได้ทำงานแล้ว ตอนแรกดิ๋นทำงานประจำอยู่ที่เซ็นทรัล และดิ๋นก็ลาออกมา เพื่อดูแลร้าน ดิ๋นคิดว่าการทำกิจการอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้าเราไม่ลงมาจับเองตั้งแต่นับหนึ่ง เราก็ไม่สามารถรู้จักกิจการนั้นได้อย่างแท้จริง แล้วดิ๋นก็จะดูในเรื่องของพนักงาน สินค้าในร้าน หรือแม้กระทั่งการไปต่างประเทศ เพื่อดูสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ๆเข้ามาในร้าน จนถึงการมองหาแบรนด์ใหม่ๆเข้ามาด้วยค่ะ

ก่อนหน้านี้เห็นว่าทำงานประจำมาก่อน คุณดิ๋นผ่านงานอะไรมาบ้างคะ

ดิ๋นเคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการให้กับแบรนด์นาฬิกา DKSH ดิ๋นก็จะดูแลในเรื่องของพนักงาน ของการทำมาร์เกตติ้ง จะดูว่ามีสื่ออะไรใหม่ๆมีอะไรดีๆ ที่จะทำให้แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ดูแลในเรื่องของบริการหลังการขาย เพราะการเป็นแบรนด์นาฬิกาต้องเน้นที่บริการหลังการขายตลอดเวลา จะต้องคุยกับช่าง ช่วงนั้นจะอิน รู้เลยว่า การทำบูติคนาฬิกาจะต้องมีปัญหาอะไรบ้าง ดูแลพนักงานและดูแลความเรียบร้อยของบูติค

หลังจากนั้นดิ๋นก็มาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรให้กับ ZEN จนกระทั่งวันเปิด สื่อภาพรวมก่อนห้างเปิดมากกว่า เพราะดิ๋นเข้ามาดูแลในเกือบทุกๆเรื่อง ไม่ว่าส่วนต่างๆของทางห้าง ดูว่าแบรนด์ในห้างควรเป็นอะไรบ้าง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในช่วง 6 เดือน ก่อนห้างเปิดและหลังห้างเปิดเป็นอย่างไรบ้าง อะไรควรวางตรงไหน อย่างไร ทำอยู่ที่นั่นเกือบ 2 ปี และก็มีโอกาสเปลี่ยนงานมาทำงานกับเซ็นทรัล ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสินค้าต่างประเทศ จะคล้ายๆกับงานที่ทำตอนนี้ ต้องมีการไปซื้อสินค้าเข้าห้าง ก็เหมือนกับที่ดิ๋นไปซื้อสินค้าเข้าร้าน แต่ตอนนั้นจะดูแลแค่ 2 แบรนด์ แต่เป็นแบรนด์ที่มีทั้งเสื้อและรองเท้าด้วย ต้องเลือกเข้ามาในร้านทุกเดือน แต่ต่างกับตอนนี้ตรงที่ว่า ตอนนั้นไม่ได้บินไปจับสินค้าด้วยตัวเอง จะเลือกสินค้าจากทางอินเตอร์เน็ต จะไม่ได้เห็นของจริง ต้องใช้จินตนาการสูงมาก(หัวเราะ) และแต่ละครั้งที่เลือกก็ต้องดูให้อยู่ในงบประมาณนั้นๆ แล้วเลือกมาก็ต้องขายได้ด้วย ค่อนข้างท้าทายเหมือนกัน เพราะว่าร้านอยู่ข้างล่าง ออฟฟิศอยู่ข้างบน ฟีดแบ็กจะเร็วมาก เวลาลูกค้ามีปัญหาอะไร เราต้องตอบได้และลงมาดูเอง ตอนนั้นก็กลัวเหมือนกันว่าจะขายไม่ออก

 

*** สามารถติดตามบทความทั้งหมดได้จากนิตยสาร Woman’s Story ฉบับที่ 232