| เปิดตัวครอบครัวสุขสันต์ของตลกชื่อดัง...โย่ง เชิญยิ้ม |
|
เปิดตัวครอบครัวสุขสันต์ของตลกชื่อดัง โย่ง เชิญยิ้ม ว่ากันว่าความรักไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้คู่ชีวิตมีความสุขได้ “เพราะรักไม่เท่าเข้าใจ” ความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจกันจะเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ทำให้ความรักของคน 2 คน ดำเนินไปด้วยความราบรื่น ฉบับนี้เราจะพาไปกะเทาะความรักของคู่ชีวิตอันอบอุ่น บุญสม เอี่ยมชาวนา ภรรยาสุดที่รักของตลกชื่อดัง พิเชษฐ์ เอี่ยมชาวนา หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม โย่ง เชิญยิ้ม ตามไปสัมผัสเรื่องราววันวานยังหวานอยู่ของคู่รัก คู่แท้ คู่นี้แล้วเราจะเข้าใจคำว่า “คู่ชีวิต” ได้อย่างลึกซึ้ง
ภรรยา : เราเจอกันตอนเล่นลิเก ได้เล่นลิเกด้วยกันค่ะ (ยิ้ม) คณะของพี่สาวน้าสม(แทนตัวเอง)เล่นอยู่ที่พิจิตร น้าโย่งก็เล่นอยู่ที่พิษณุโลกกับพี่เขย แต่ได้เจอกันตลอด เจอกันเรื่อยๆ เห็นน้าโย่งทีแรก เค้าเล่นอยู่คณะเฉลิมชัยลือชา เล่นคนละคณะกัน แต่แล้วมีวันนึงพี่กับเพื่อนถูกจับไปเล่นคู่กัน ก็ได้รู้จักกัน ใช้ชีวิตอยู่โรงลิเก นอนอยู่ที่โรงลิเกนั่นแหละ แล้วธรรมชาติของลิเกมันต้องเล่นประกบคู่กัน พระเอก-นางเอก โจ๊ก-นางโจ๊ก คุณโย่ง: ตอนเล่นลิเกน้าโย่งก็เล่นเป็นตัวโจ๊กแหละ(ยิ้ม) น้าสมเค้าเป็นนางเอกไง แล้วตัวโจ๊กต้องคอยช่วยนางเอกอยู่แล้ว ต้องได้อุ้ม ได้กอด เป็นเรื่องธรรมดาของลิเก ก็เลยมีความใกล้ชิดกัน
ภรรยา : เห็นเค้าครั้งแรกก็ไม่มีอะไร คนบ้านนอกไงก็จะแบบว่าผอม ดำ ไม่ได้มีความประทับใจอะไรเลย(หัวเราะ) คุณโย่ง : น้าโย่งก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไร เป็นเพื่อนกัน ไอ้ อี มึง กู อะไรแบบนี้ คนบ้านนอกอ่ะนะว่ากันไปตามประสา
ภรรยา : อืม...ถามว่ารักไหม มันไม่ได้รักหรอก แต่มันห่วงมากกว่า(ยิ้ม) ตั้งแต่ตอนที่เค้ามาอยู่กับพี่เขยเรา น้าสมก็ห่วงเค้าตรงที่ ธรรมชาติในโรงลิเก สามี- ภรรยาเค้าก็จะหาข้าวให้กันกิน แต่เค้าตัวคนเดียว เป็นโสด มันก็ไม่มีใครหากับข้าวกับปลาให้(ยิ้ม) น้าสมทำกับข้าวเสร็จ คนนั้นมาตักไปถ้วย คนนี้ถ้วย คือลิเกเค้าจะมีแห่ป้าย เหมือนโฆษณาว่าวันนี้ลิเกคณะนี้เล่นที่ไหน น้าโย่งเค้าก็จะไปแห่โฆษณา พอกลับมากับข้าวก็จะไม่ค่อยมีแล้ว เราก็เห็นว่าเค้าก็เหนื่อยนะ แล้วก็ช่วยงานพี่เราดีเหลือเกิน ก็เลยอ่ะ ตักไว้ให้เค้าหน่อย ก็เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ น้าสมกับน้าโย่งคำหวานไม่มี บอกรักไม่มี จะมีก็แต่ความเห็นอกเห็นใจกัน ห่วงใยกัน ตอนนั้นน้าสมป่วยบ่อย เป็นโรคกระเพาะ เค้าก็จะเป็นคนที่คอยหายามาให้ มันก็เลยรู้สึกผูกพัน(ยิ้ม) ทุกอย่างมันเริ่มจากเพื่อน ทำให้ผูกพันกันมาเรื่อยๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่ามันเปลี่ยนจากเพื่อนละ แต่ก็ยังไม่มีความรัก มันรู้สึกมากกว่าเพื่อนกันทั่วๆ ไป เราต่างก็มีความห่วงใยกันและกัน เรื่องความรู้สึกไม่ค่อยมีหรอก แต่เราเห็นการแสดงออกของกันและกันมากกว่า คุณโย่ง : เวลาน้าโย่งไปแห่ป้ายโฆษณากลับมา น้าสมเค้าจะตักกับข้าวไว้เผื่อ เราก็รู้สึกว่ามีคนดูแลก็ดีเหมือนกันนะ (ยิ้ม) มันค่อยๆมาเรื่อยๆ ความรู้สึกน่ะ เออ เค้าก็ดีเนาะ นานๆ ไป ความเป็นห่วงเป็นใยกันก็มากขึ้น มันค่อยๆ กลืนความรู้สึกจนกลายเป็นมากกว่าความเป็นเพื่อนไปแล้ว
ภรรยา : มันก็เป็นแบบนี้อยู่ประมาณ 4-5 ปี ที่คอยดูแลกัน ห่วงใยกัน แล้วด้วยคำพูดเล่นทำให้ได้แต่งงานกัน (หัวเราะ) คือตอนนั้นรถลิเกสวนทางกัน น้าสมจะไปเล่นที่อุตรดิตถ์ น้าโย่งเค้าก็จะไปพิจิตร รถก็จอดทักกัน น้าโย่งเค้าก็บอกว่า สมกูจะไปขอมึงนะ น้าสมก็บอกว่า เอ้า..มึงรักกูมึงก็มาขอกูสิ อะไรอย่างนี้ คือ ลิเก คนบ้านนอกเค้าจะพูดกู มึง กันไง (หัวเราะ) คุณโย่ง : มันเป็นการหยอกกันไปเรื่อยๆ เพราะอย่างในโรงลิเกเนี่ย เราจะไปจีบเค้าง่ายๆ มันไม่ได้หรอก เข้าใกล้เค้าโดยผิดปกติมันยากตรงที่ในคณะลิเกพี่น้องเค้าเยอะไง(หัวเราะ) การที่จะมองกันเนี่ย ก็จะมีวิธีมองผ่านในกระจก ตอนเวลาที่แต่งตัว มองจากข้างหลัง ก็จะหันหลังชนกัน มีกระจกคนละอัน ก็มองหน้ากันผ่านกระจก พอมองเห็นกัน ไอ้เราก็เอ้ย! เค้าก็มองเรานะ แสดงว่าเค้าก็คงสนใจอยากมองเราเหมือนอย่างที่เราอยากมองเค้าสิ(ยิ้ม) หนักเข้าๆ ก็สนิทสนมกันมากขึ้น ก็เป็นแบบนี้นาน ประมาณ 4-5 ปีได้มั้ง ถึงได้ขอเค้าแต่งงาน แต่ไม่เคยบอกรักนะมันพูดแบบกึ่งๆ ทีเล่นทีจริง ก็ไม่รู้ว่ารู้สึกยังไง แต่เราก็ไปขอเค้าจริงๆ แต่ไม่ได้ให้พ่อแม่มาขอ ให้พี่เขยเค้ากับลิเกที่คณะเป็นผู้ใหญ่ไปสู่ขอ พอดีเค้าไปเล่นงานลิเก ก็ไม่เจอกัน เราก็เลยรอขอเอง พ่อแม่ก็ยังไม่รู้เรื่อง *** สามารถติดตามบทความทั้งหมดได้จากนิตยสาร Woman’s Story ฉบับที่ 233
|