| พิมพ์กุล โอฬารศิรโรจน์ - ประธานมูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ |
|
พิมพ์กุล โอฬารศิรโรจน์ ประธานมูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ Woman’s story ฉบับนี้มีเรื่องราวอีกมุมหนึ่งของสังคม ที่จะช่วยปลุกจิตสำนึกแห่งความเมตตาของมนุษย์ ซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกๆ เรื่องราวจากหนึ่งหัวใจอันแข็งแกร่งของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก (4 ขา) ซึ่งวันนี้เธอได้พิสูจน์ให้สังคมเห็นแล้วว่า พลังแห่งความเมตตา สามารถรังสรรค์สิ่งเล็กๆ ให้ยิ่งใหญ่ได้ “พิมพ์กุล โอฬารศิรโรจน์” ประธานมูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ ผู้หญิงที่เข้าไปอยู่ในหัวใจของเพื่อนร่วมโลก 4 ขา ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
พื้นฐานครอบครัวของพี่เป็นคนขี้ใจอ่อน ขี้สงสาร(ยิ้ม) มีใจเมตตา เป็นคนที่ไม่ว่าใครทำอะไรให้เรายังไง พอเค้ามาขอโทษ ก็จะให้อภัยเสมอ แล้วคุณพ่อท่านจะเป็นคนที่มีเมตตาต่อสัตว์มาก โดยเฉพาะสุนัข เวลาเดินกลับมาจากที่ทำงานจะมีหมาเดินตามมาด้วยตลอด คุณพ่อจะซื้อกับข้าวมาคลุกให้น้องหมา เป็นเรื่องที่พี่เห็นจนชินตา สำหรับพี่เองตั้งแต่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ มาเรียนหนังสือก็จะเห็นน้องหมาที่เป็นแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเขา ยังไม่ได้รู้สึกอะไร เฉยๆ แต่พอเรียนจบเป็นครู เป็นอาจารย์แล้ว ทีนี้เห็นหมาที่มีเลือดออกซิบๆ เห็นหมาที่มันเดินขาลาก มันเริ่มรู้สึก และนั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นให้พี่หันกลับมาคิดว่าเออนะ เขาน่าสงสาร พี่ยังนึกอยู่เลยว่าถ้าเป็นคนเจ็บ ก็คงมีคนเข้าไปช่วยเหลือ แต่นี่เพราะเธอเป็นหมาจึงไม่มีใครมองเธอ ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วย ตรงนี้ทำให้พี่เองทนไม่ได้ พี่ก็เลยซื้อยาไปยัดในลูกชิ้นบ้าง ไก่ปิ้ง ตับปิ้ง เอาให้เขากิน ทำแบบนี้มาตลอด และก็มีเคสที่ให้ยาอย่างเดียวไม่หาย ก็ต้องพาไปหาหมอ เคยมีอยู่ตัวนึง ตัวเล็กๆ สีขาว เขาท้อง แล้วปรากฏว่าเขาออกลูกแล้วลูกคาท้อง เราก็ไม่มีความรู้ ก็เลยเอาไปหาหมอ หมอบอกว่าลูกเขาตายคาท้อง หัวคาอยู่ในท้อง ถ้าไม่ผ่าตัดเขาจะต้องตาย พอหมอจัดการผ่าตัดเรียบร้อย หลังจากนั้นพี่ก็ต้องพาไปล้างแผล ไปหาหมอทุกวัน แต่เพราะเราเองก็ทำงาน ไม่ค่อยมีเวลา ก็เลยเป็นที่มาของบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ ช่วงแรกพี่ก็ทำของพี่เอง ทำด้วยใจที่บริสุทธิ์ ทีนี้พอไปเจอหมาบาดเจ็บที่ไหนก็เก็บเข้าบ้าน เอามารักษา แล้วก็ดูแลเขาอย่างดี เวลาผ่านไปน้องหมาที่เราเก็บมาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนโอ้โห มานับดูอีกที มันเยอะมาก พอมันเยอะขึ้น ก็เริ่มไม่ไหวแล้วสิ ไม่มีที่ให้น้องหมาอยู่ เริ่มแออัด ทำให้พี่คิดว่ามันต้องทำอะไรสักอย่าง ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ก็เริ่มคิดเรื่องมูลนิธิฯ
เรื่องมูลนิธิฯ ก็เริ่มต้นตอนที่พี่ย้ายมาอยู่ที่ปากเกร็ดแล้ว มีผู้มีพระคุณซื้อที่ให้เป็นสินน้ำใจแห่งความดี เราก็เลยมาสร้างบ้านให้น้องหมาอยู่ พออยู่ไปเรื่อยๆ หมามันก็เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายมันก็มากขึ้น เราก็เลยต้องพยายามหารายได้เพิ่ม ตอนนั้นถือว่าบุญมาบารมีเกิด ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดีไปหมด ก็ได้เงินมาจุนเจือ มาใช้ในการดูแลน้องหมา และก็ได้มาตลอด หลังๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่าเราเหนื่อย แต่เราจะทำยังไงให้ตรงนี้อยู่ได้ตลอดไป เราไม่ได้ห่วงตัวเอง ไม่ได้ห่วงพ่อ แม่ หรือใครๆ แล้ว แต่เราห่วงน้องหมา ห่วงว่าถ้าเราเป็นอะไรไปแล้วน้องหมาเป็นพันๆ ตัวที่เราช่วยไว้เขาจะเป็นยังไง จะอยู่ยังไง ใครจะมาดูแลถ้าไม่มีเราแล้ว เราไม่มั่นใจว่าจะมีใครที่ทุ่มเทได้เหมือนเรา เราก็เลยมีความคิดว่าถ้าเราจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯ การทำงานทุกอย่างมันจะเป็นในรูปแบบของคณะกรรมการ ตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้น้องหมา ทำให้บ้านหลังนี้อยู่ต่อไปได้ เลยตัดสินใจจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯ เลยค่ะ
พี่เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ แล้วตอนแรกพี่ไปเชิญให้ผู้หลักผู้ใหญ่มาเป็นประธาน แต่พระเดชพระคุณเจ้าหลวงตามหาบัว ท่านก็เห็นว่าในเมื่อเราเป็นคนก่อตั้ง เป็นคนเลี้ยงดู ช่วยเหลือสัตว์พิการเหล่านี้เอง ทำไมเราไม่เป็นประธานซะเอง จะให้คนอื่นมาเป็นทำไม ก็เลยมานั่งคิดทบทวนดู และเนื่องจากมันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้พี่ตัดสินใจบริหารเอง จากนั้นก็รับตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ เต็มตัว ซึ่งมีหน้าที่หลักๆ ในการจัดการ และวางระบบทั้งหมด
เป้าหมายของพี่คือ การที่มูลนิธิฯ อยู่ได้ตลอดไป เพราะการเป็นมูลนิธิฯ มันต้องทำต่อไปตลอด มันจะหยุดไม่ได้ และเมื่อพี่ตัดสินใจทำตรงนี้แล้ว เอาชีวิตมาไว้ที่ตรงนี้แล้วนั่นหมายความว่ามูลนิธิฯ ของพี่มันต้องเดินหน้าต่อไป และต้องเดินอย่างสง่างาม มีความเจริญ และสิ่งที่เป็นความคาดหวังของเราก็คือ เมื่อวันนึงไม่มีเราแล้ว จะมีคนที่มาดูแลตรงนี้ต่อได้ และต้องทุ่มเท ให้ได้เท่าที่เราทำ
ความรู้สึกตรงนี้ คือพี่ทำงานตรงนี้เนี่ย แล้วพี่เป็นคนที่จริงจังกับงาน พี่มองว่าสังคมมันไม่มีความยุติธรรม บางทีสัตว์เขาน่าสงสารนะ แล้วคนก็มักจะเฮ้ย ! สงสารจังเลย น่าสงสาร แล้วก็เดินหนีไป ทีนี้มันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีอะไรจะให้เลย ตะเกียกตะกายเอาข้าวมาให้ เอานั่น นี่มาให้ ฉะนั้นพี่ว่าสังคมมันมีอะไรที่ต้องแก้ไขอีกเยอะ อยากให้ผู้ใหญ่ได้หันมาดู อยากให้เหลียวมองตรงนี้มากขึ้น แล้วให้ทุกคนใส่ใจกับสังคมให้มากขึ้น สังคมที่คิดว่ามันไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรดี แต่จริงๆ มันมีคุณค่ามากมายนะ
โครงการที่เราทำไปแล้วคือ โครงการกระป๋องผ้าป่าสตางค์เศษไปแล้ว พี่กำลังคิดว่าจะทำยังไงต่อ โปรเจกต์นี้เสร็จไป โปรเจกต์ใหม่ต้องมาต่อ ต้องคิดตลอด แต่ก็คิดว่าโครงการนี้จะยังมีอยู่นะคะ ทำต่อไปเรื่อยๆ ทุกๆ ปี แต่เราจะเปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยน Concept โครงการใหม่ๆ ก็มีโครงการที่จะปรับปรุงบ้านน้องหมาใหม่ แล้วก็มีบ้านหลังใหม่ที่บางเลน ซึ่งตรงนั้นบรรยากาศดีมากๆ แล้วพอตรงนี้เริ่มเข้าที่เข้าทาง พี่ก็คิดว่าจะทำโครงการพาสมาชิก พาแขกไปเยี่ยมบ้านน้องหมาที่บางเลน คิดว่าจะจัดเป็นทริปสั้นๆ ทุกอาทิตย์ พาไปดูน้องหมา จัด meeting ให้เค้าได้พบปะ ไปมาหาสู่กัน และก็จะมีโครงการต่อไปคือ ทำเป็นบ้านพักและรีสอร์ท ด้วยเลย สร้างบ้านพักให้แขกที่ร่วมทริปสามารถเข้าไปพักได้ *** สามารถติดตามบทความทั้งหมดได้จากนิตยสาร Woman’s Story ฉบับที่ 234
|