Woman's Story Magazine *-* นิตยสารออนไลน์สำหรับผู้หญิง
ร่วมงานกับเรา


เลี้ยงลูกตามตำราสไตล์ฝรั่ง - วาเนสซ่า บีเวอร์ สีมานะชัยสิทธิ์

 

 

เลี้ยงลูกตามตำราสไตล์ฝรั่ง

วาเนสซ่า บีเวอร์ สีมานะชัยสิทธิ์

 

            ในที่สุดก็ได้เป็นคุณแม่สมใจแล้วนะคะกับคุณวาเนสซ่า บีเวอร์ สีมานะชัยสิทธิ์ ที่ใฝ่ฝันอยากจะมีเจ้าตัวน้อย จนตอนนี้ก็ได้ลูกชายน่ารักแสนซน น้องวินเธอร์มาเป็นขวัญใจประจำบ้านเรียบร้อยแล้วค่ะ ซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะนำบทสัมภาษณ์ของคุณแม่ยังสวยคนนี้เกี่ยวกับการดูแลเจ้าตัวเล็กที่กำลังโตวันโตคืน มาให้ได้อ่านกันในฉบับนี้ค่ะ  

เริ่มแรกวางแผนการเรื่องเจ้าตัวน้อยไว้ยังไงบ้างคะ

            วางแผนว่าจริงๆ อยากมีลูก 2 คน ตอนนี้มีคนหนึ่งแล้ว ซึ่งก็อายุ 33 แล้ว(หัวเราะ) แฟนบอกรออีกสักสองปีค่อยมีอีกคน คืออยากให้ลูกคนแรกอายุได้สักขวบสองขวบก่อน แต่ตัวเองกลัวไงคะ กลัวว่ายิ่งเราอายุมากขึ้นมันก็มีอัตราเสี่ยงที่ลูกจะมีความผิดปกติมากขึ้นเหมือนกัน ก็เลยอยากจะมีอีกคนเร็วๆ นี้ อีกอย่างเป็นคนที่มีความสุขกับการท้องมาก เพื่อนก็ถามว่ามีความสุขตรงไหน คือเรารู้สึกว่าตอนที่ท้องมันมีความสุข ทุกคนรวมทั้งแฟนจะมาเอาใจเราเป็นพิเศษ มาคุยกับลูกทุกวัน พอลูกดิ้นเค้าก็จะคุยกับลูกว่านี่ป๊ะป๋านะลูก อะไรแบบนี้ ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่มีดีมาก ก็เลยมีความรู้สึกว่าอยากท้องอีกเร็วๆ แต่ก็รอพักหนึ่งก็ได้ คนที่สองเราก็อยากได้ลูกผู้ชาย แต่แฟนอยากได้ลูกผู้หญิงค่ะ(ยิ้ม)

พอรู้ว่ากำลังมีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องรู้สึกยังไงบ้างคะ

            รู้สึกว่าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองท้อง แล้วพอทำใจได้ เชื่อว่าท้องจริงๆ ก็เริ่มหาข้อมูลเลยค่ะ ไม่ว่าจะอินเตอร์เน็ต หนังสือ เพื่อน ทุกอย่างค่ะ เอามาศึกษาหมดว่าเดือนแรกลูกจะเป็นยังไง ขนาดไหนกี่เซนติเมตร ลูกต้องกินอะไร ต้องทำยังไงถึงจะดี ทำตามหนังสือทุกอย่างเลยนะคะ อย่างเรื่องการทานนม ในหนังสือบอกว่าให้ดื่มไม่ต่ำกว่า 1,200 ซีซี เวลาเรากินนมก็จะดูว่าคุณค่ามันเท่าไร กล่องนี้เท่าไร ดูหมด คิดไว้หมดเลย ต้องกินปลา เราก็กินปลาแทบจะทุกวัน เพราะกินปลาดีเด็กจะฉลาด ผลไม้อะไร ผักชนิดไหนมีอะไรดีบ้าง ก็ทำตามหนังสือหมดทุกอย่าง คือหนังสือสิบเล่ม ถึงมันจะเหมือนกัน แต่บางเล่มก็จะเพิ่มมาสองประโยค อีกเล่มอาจจะไม่มีประโยคนี้ ก็อ่านตลอด เข้าห้องน้ำก็อ่าน อยู่ว่างๆ ก็อ่าน อ่านไปเรื่อยๆ หลายรอบ พอเข้าเดือนที่สองก็อ่านอีก ทำแบบนี้ตลอดค่ะ

อ่านหนังสือเยอะๆแบบนี้มีการบำรุงตัวเองยังไงบ้างคะ

            ก็ตามหนังสือค่ะ ตามนั้นเลย(หัวเราะ) แต่ก็จะมีบ้างอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ของแฟนจะมีห้ามกิน อย่างเช่น เฉาก๊วย แตงโม กล้วยหอม ตามสไตล์ ตามความเชื่อของคนจีนค่ะ ซึ่งที่ห้ามกินเฉาก๊วยก็เพราะว่ามันเป็นยา แตงโมกับกล้วยนี่ก็มันเย็นอาจจะทำให้เด็กเป็นนิ้วหงิกได้ แล้วก็มีอะไรอีกหลายอย่างที่ห้ามกินจำไม่ได้แล้วนะคะ อีกอย่างก็ห้ามทุบ เจาะ ย้าย อะไรต่างๆ เราก็โอเคก็ปฏิบัติตาม หลานเค้าเค้าก็รัก เราก็ทำตามให้ดีที่สุด อุ้มท้องให้ดีที่สุด ก็ไม่กินเลยตลอดจนคลอด โดยเฉพาะกล้วยหอม เราจะเป็นคนที่ชอบทานไอศกรีมบานาน่าสปลิชมาก แล้วก็ไอศกรีมที่มีกล้วยจะชอบมาก แต่กินไม่ได้ ก็งดไปเลยช่วงนั้น อีกอย่างที่ชอบมากคือช็อคโกแลต เป็นคนติดช็อคโกแลตต้องกินทุกเช้า แล้วทุกครั้งคุณหมอจะบอกว่าระดับน้ำตาลขึ้นอีกแล้วนะ โดนเจาะเลือดบ่อยมาก เพราะกลัวเป็นเบาหวาน ซึ่งหมอก็ห้าม แต่ก็ห้ามไม่ได้เราก็แอบกินค่ะ(ยิ้ม) แล้วอาจเป็นเพราะกินช็อคโกแลตมาก ลูกก็เลยกลายเป็นเด็กอารมณ์ดี อย่างตอนท้องแม่ก็มีความสุข มันก็ทำให้เค้าเป็นเด็กที่อารมณ์ดีมากๆ แล้วเป็นคนที่เฟรนลี่มากๆ ด้วย คือเราเชื่อตามที่หนังสือบอก ซึ่งพอลูกคลอดออกมา เค้าก็เป็นเหมือนกับที่หนังสือบอกจริงๆ ค่ะ

 

คำถามยอดฮิต..มีอาการแพ้ท้องอย่างไรบ้างคะ

            ไม่ค่อยแพ้ค่ะ ประมาณแค่ครั้งสองครั้งเองที่รู้สึกพะอืดพะอม แต่ถ้าเป็นอะไรที่อยากกินก็คงเป็น กะเพราไก่ไข่ดาว 3 เดือนแรกกินเมนูนี้ทุกวันเลย ถ้าไม่ได้กินจะหงุดหงิดมาก แล้วจะบอกแฟนเลยว่าวันนี้ต้องกินให้ได้ พอถึงมื้อกลางวันจะให้แม่บ้านออกไปซื้อล่ะ คือไม่ต้องบอกค่ะ แม่บ้านเค้าจะรู้เลยว่าจะสั่งอะไร ตอนแรกจะให้ลูกชื่อน้องกะเพราด้วยซ้ำค่ะ(หัวเราะ) แต่ว่ามันฟังดูตลกก็เลยไม่เอา หลังจากนั้นประมาณ 4-5 เดือน ก็ไม่อยากกินแล้ว จนตอนนี้ก็ไม่อยากกินค่ะ กินจนเบื่อเลย(หัวเราะ)

ในวันที่คลอดเป็นอย่างไรบ้างคะ

            วันนั้นเป็นสัปดาห์ที่ 39 ของการท้องค่ะ จริงๆ แล้วถ้าครบสัปดาห์ที่ 36 เราสามารถที่จะขอคลอดเมื่อไรก็ได้   หลังจากกลับจากข้างนอกประมาณตีสาม คือปกติมันจะเข้าห้องน้ำบ่อยเป็นธรรมดา แล้วก็มีเลือดออกนิดหน่อยเราก็ไม่ได้อะไร ทั้งๆ ที่รู้ว่าการเลือดออกมันเป็นสัญญาณเตือนว่ามดลูกเริ่มเปิดนะ เพราะเราก็รู้ทฤษฎีมาเยอะ ด้วยความที่แบบนอยส์ เราก็กลัวไม่กล้าปลุกคุณแม่ แต่เลือดมันก็แค่ซึมๆ ออกมานะคะ เช้าขึ้นมาก็เลยโทรไปปรึกษาหมอ คุณหมอก็ตกใจคิดว่าเลือดออกเยอะ หมอก็ให้รีบมาโรงพยาบาล พอไปตรวจก็ปรากฏว่าปากมดลูกเปิดแล้ว 1 เซนติเมตร แล้วไหนๆ ก็มาถึงโรงพยาบาล ก็เอาขึ้นห้องคลอดเลยแล้วกัน คุณหมอก็ให้น้ำเกลือเร่งคลอดตั้งแต่ 9 โมงเช้า ก็เร่งความแรงของน้ำเกลือขึ้นเรื่อยค่ะ ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นปากมดลูกต้องเปิดแล้ว(หัวเราะ) แต่ของดิฉันไม่เปิดค่ะ พอเที่ยงก็เลยเจาะน้ำคร่ำ ปากมดลูกก็ยังไม่นุ่มลงเลย ผ่านไปบ่ายสองปากมดลูกเปิดอีกครึ่งเซนติเมตร(หัวเราะ) ปวดมากค่ะ แล้วเจาะน้ำคร่ำด้วยก็คือยังไงก็ต้องคลอด เพราะน้ำคร่ำไม่มีแล้ว ลูกก็จะอยู่ในท้องได้ไม่นาน คุณหมอก็เลยบอกว่าถ้าอยากจะคลอดแบบธรรมชาติคงต้องรอห้าทุ่ม เราก็คิดในใจนี่เพิ่งจะบ่ายสองครึ่งเอง แล้วมันเจ็บมาก แกร่งจนไม่มีแรง ก็เลยบอกแฟนให้ไปถามหมอว่าผ่าคลอดได้มั้ย ไม่ไหวแล้วจริงๆ ปรากฏว่าห้องคลอดยังไม่ว่างต้องรอก่อน โอโฮ้...ตอนนั้นก็ต้องทนค่ะ

ทีนี้พอบ่ายสามห้องคลอดว่างแล้วก็ถอดสายน้ำเกลือออกเข้าห้องคลอด แฟนถามว่าจะให้เข้าไปด้วยมั้ย เราก็บอกไม่ต้องก็ได้เพราะรู้ว่าเค้ากลัวเรื่องพวกนี้ ก็ไม่เป็นไร เสร็จแล้วคุณหมอก็กำลังจะบล็อก จากนั้นก็เริ่มไม่รู้สึกอะไรแล้วล่ะค่ะ ตั้งแต่ช่วงเอวลงไป คุณหมอก็ทำหน้าที่ผ่าคลอดให้ พยาบาลก็เค้ามาชวนคุย เพื่อให้เราสบายๆ จะได้ไม่กังวล จนสักพักก็มีกุมารแพทย์เข้ามารับตัวลูก แล้วเราก็บังเอิญได้ยินหมอพูดว่าแอ๊บนอมอลล์ ซึ่งก็ได้ยินไม่ชัด ไม่แน่ใจว่าหมอพูดว่านอร์มอลล์ หรือแอ๊บนอร์มอลล์ จนตอนที่คุณหมอดึงลูกออกจากท้อง สักพักลูกก็ร้อง ทุกคนก็ตบมือพูดว่าเก่งจังเลย แล้วอุ้มลูกมาให้แม่หอมก่อนที่เราจะหลับ คือให้เราได้เห็นหน้าลูกก่อน พอเห็นหน้าลูกครั้งแรกก็ประมวลความคิดว่าตอนที่คลอดมีเตียงเราเตียงเดียวรึเปล่า นี่ใช่ลูกเราเหรอ อารมณ์ประมาณนั้นค่ะ ก็เลยถามหมอว่าลูกครบ32 รึเปล่า หมอบอกครบปกติดี เราก็สบายใจ  

 

*** สามารถติดตามบทความทั้งหมดได้จากนิตยสาร Woman’s Story ฉบับที่ 234