| ศิริลักษณ์ ลิมป์พาณิชย์กุล - เจ้าของผลิตภัณฑ์ J.ANGEL RICE |
|
ศิริลักษณ์ ลิมป์พาณิชย์กุล เจ้าของผลิตภัณฑ์ J.ANGEL RICE สุดยอดแห่งความภาคภูมิใจของหญิงไทยคนนี้ คุณศิริลักษณ์ ลิมป์พาณิชย์กุล สาวราชบุรีสมองอัจฉริยะ เจ้าของกิจการ หจก. แองเจิลไรซ์ ผู้บุกเบิกกระแสจมูกข้าวให้เป็นที่ยอมรับของคนไทยและชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น ได้นำจุดเด่นของข้าวไทยมาสร้างธุรกิจวิตามินน้ำนมจมูกข้าวบำรุงผิว ภายใต้แบรนด์ J..ANGEL RICE จนเป็นที่ยอมรับของคนไทยและคนต่างชาติ และได้รับรางวัลการันตีคุณภาพมากมาย
ดิฉันถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ กับการทำธุรกิจเครื่องสำอาง วิตามินน้ำนมจมูกข้าว ซึ่งได้รับจดอนุสิทธิบัตรปี 2546 และได้รางวัล สินค้า โอทอป 5 ดาวแชมป์เปี้ยนระดับประเทศปี 2547 พอปี 2548 ได้รับคัดเลือกเป็นโอทอปทูเดอะเวิลด์ พรีเมี่ยมเกรดเอ (ของกรมส่งเสริมการส่งออก)จากนั้นในปี พ.ศ. 2550 ก็ได้รับคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์Showcase ขององค์การสหประชาชาติ ที่กรุงโคลัมโบ โดยนำเสนอผลงานเกี่ยวกับเรื่องข้าวที่ได้พัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวจากวิตามินจมูกข้าวไทย ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจ เพราะเรื่องข้าวในประเทศไทยของเรามีตำนานแหล่งกำเนิด มีคุณค่ามหาศาล ซึ่งดิฉันได้มองเห็นคุณค่าที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ดิฉันมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์จากวิตามินจมูกข้าวไทยได้มีมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับ การที่ทำสิ่งที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยให้งานที่ทำประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะว่าทุกอย่างในเวลาการทำงาน เราทำตามระเบียบมาตรฐานที่กำหนด จึงทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจและเป็นกระแสตอบรับที่ดียิ่งๆขึ้น จึงได้ตามสเปกของงาน ทำให้ก้าวไปสู่ระดับที่ดีขึ้น
จริงๆแล้วดิฉันไม่ได้คาดหวังเอาไว้เลยว่า จะทำได้ขนาดนี้(ยิ้ม) จากความคิดริเริ่ม และจากปัญหาวัยทองที่มีกับตัวเอง เรียกว่าทำทดลองใช้แก้ปัญหาให้กับตัวเอง พอทำมาแล้วรู้สึกว่าดี เพราะสามารถช่วยลดความเหี่ยวย่น แห้งและคันให้กับผิว เห็นผลเด่นชัด 100 % จึงได้นำมาทดลองทำการตลาดในเบื้องต้นกับคนที่มีปัญหาดังกล่าว ได้ผลตอบรับกลับมาเกินความคาดหมาย จนเป็นแรงผลักดัน และเป็นกำลังใจให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับผิวพรรณต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
ดิฉันมีความภาคภูมิใจมาก กับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางวิตามินน้ำนมจมูกข้าว J..ANGEL RICE เป็นความภูมิใจเพราะว่า เราตั้งใจที่จะทำผลิตภัณฑ์เพื่อโปรโมตคุณค่าวิตามินที่มีอยู่ในจมูกข้าวของไทยเราจริงๆ ข้าวไทยมีค่าในตัวอยู่แล้ว แต่เราทำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออกมาเป็นรายแรกของไทย ก็ต้องใช้ทั้งกำลังกายและใจ ผลักดันแนะนำของใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จักมาก่อน กว่าจะทำได้ต้องต่อสู้ อดทน จุดนี้ยากมาก เพราะตอนออกงาน เจอลูกค้าบางท่านตั้งคำถามขำๆ กับเราว่า จมูกข้าว คืออะไร เขาไม่รู้มาก่อน เราฟังแล้วก็เข้าใจว่า ข้าวจริงๆ อยู่ในชีวิตประจำวันเป็นร้อยปี แต่คนไทยยังไม่รู้ว่า ในข้าวมีคุณค่าที่สำคัญที่สุดคือจมูกข้าว พอได้ศึกษาเกี่ยวกับวิตามินที่มีอยู่ในจมูกข้าวโดนลูกค้าตั้งคำถาม เราก็ต้องให้ข้อมูล คำแนะนำตามหลักวิชาการที่เราได้ศึกษามา ก็มีความเข้าใจมากขึ้น หลังจากออกงานตามศูนย์ประชุมสิริกิติ์ และที่เมืองทองธานี และงานแฟร์ใหญ่ๆ ระดับประเทศ ทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง J..ANGEL RICE เริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป แล้วก็มีการเรียนรู้ว่าข้าวไทยมีคุณค่า มีวิตามิน สามารถเอาส่วนที่มีคุณประโยชน์มาบำรุงผิว ก็เกิดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด ล้วนแล้วมีประโยชน์ทั้งสิ้น ครั้งแรกที่ออกผลิตภัณฑ์เมื่อ 2547 คำว่า จมูกข้าว ไม่มีอยู่ในท้องตลาดมาก่อน ช่วงนั้นเป็นกระแส ชาเขียว กำลังโด่งดัง ตอนนี้ปี 2549-51 เป็นกระแสจมูกข้าวมาแรงมาก เป็นที่รู้จักของคนไทย ตอนนี้ถ้าไปถามแล้วมีคนที่ไม่รู้จักจมูกข้าว บอกได้เลย ว่าเชยค่ะ
ใช่ค่ะ ดิฉันคือคนไทยคนแรกเลยค่ะที่บุกเบิก เพราะเราจดอนุสิทธิบัตรเป็นรายแรกในประเทศไทย ว่าผลิตภัณฑ์ของเราใช้วิตามินจากจมูกข้าวตัวนี้ ผลิตออกมาและกล้าที่จะบอกว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากจมูกข้าวไทย คือเราภูมิใจ และมั่นใจว่า ของไทยดีที่สุด โดยที่เราไม่กังวลกับผลิตภัณฑ์แบรนด์เนม เรากล้าโปรโมตว่า ของเรา เมด อินไทยแลนด์ ได้ด้วยความภาคภูมิใจ และถือว่าจุดนี้แหละ ที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ เพราะเราเป็นคนไทย มีผลิตภัณฑ์เป็นของคนไทยและเราภาคภูมิใจ และมั่นใจที่จะนำเสนอ ทำให้เกิดการเรียนรู้และต่อยอดให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยมากขึ้น พอมองย้อนหลังกลับไปจะเห็นว่า จากก้าวแรกที่เริ่มเดิน ได้ 1-2 ปี ก็เริ่มมีคนเดินตามความคิดเรามา จึงเกิดกระแสซึ่งกระแสทำให้เกิดการต่อยอดและพัฒนา ทำให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องไปไขว่คว้าหาของดีจากต่างประเทศในเมื่อประเทศเราก็มีของดีนั้นอยู่แล้ว สวยอย่างไทย สวยอย่างมั่นใจ อ่อนวัย โดยการใช้ของไทย โดยเฉพาะถ้าคุณใช้วิตามินน้ำนมจมูกข้าว J..ANGEL RICE รับรองว่าคุณจะสวยไม่แพ้ใคร
ค่ะ ตอนนี้ดิฉันทำเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ พอเข้าสู่ระบบตามมาตรฐาน จีเอ็มพี และมาตรฐาน อย. มีการทำผลิตภัณฑ์โดยที่ใช้วัตถุดิบของไทย ซึ่งเราค่อนข้างได้เปรียบเพราะว่าอยู่ในวงการวัตถุดิบอยู่แล้ว จึงสามารถสรรหาวัตถุดิบที่ดี มีวิตามินสูง และนำวัตถุดิบมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ออกมาให้มีคุณค่าทางสรรพคุณและสาระสำคัญมากกว่าของทั่วๆไป เช่น เราใช้ตัวสารอาหารดีๆ ใส่ลงไปค่อนข้างมากกว่าคนอื่นที่มีต้นทุนไม่เท่าเรา ทำให้เราได้เปรียบ ราคาของเราก็ไม่แพง เพราะเราทำตลาดให้ผลประโยชน์กับผู้บริโภคโดยการบรรจุเนื้อครีม 115 ml. ต่อขวด ลูกค้าซื้อไปสามารถใช้ได้ 2-3 เดือนเป็นอย่างต่ำ และสามารถเห็นผล ซึ่งในท้องตลาดทั่วๆไป จะเป็นขวดเล็กๆ พอหมดก็ต้องกลับมาซื้อใหม่ ของเราจะใช้ได้นานมากขึ้น แล้วพอใช้ดี ก็อาศัยการทำตลาดแบบปากต่อปาก พอใช้ดีแล้วแนะนำต่อ จนมีคนถามหากันมากขึ้น เขาก็เริ่มเอาสินค้าไปกระจายขายต่อกัน ตอนนี้ได้กลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มเก่าที่ใช้อยู่และมีกลุ่มใหม่ที่มาใช้ต่อเนื่อง
สินค้าเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติมากๆเลยค่ะ(ยิ้ม) โดยเฉพาะชาวอังกฤษ ซึ่งเคยมาซื้อไปใช้จากการออกงาน พอเขากลับมาเที่ยวเมืองไทย ก็ให้คนไทยโทรมาว่าต้องการสินค้าของเรา ก็นัดส่งกัน และมีลูกค้าจะกลับไปประเทศของเขาก็สั่งซื้อมา ก็นัดส่งกันที่สุวรรณภูมิเลย น้องๆ ที่ช่วยการตลาดก็จะไปส่งให้ ส่วนคนต่างชาติที่รู้จักผลิตภัณฑ์ของเราบ้างแล้วก็จะโทร.มา เพื่อสั่งของ แล้วมีเคสหนึ่งที่ดิฉันภูมิใจมาก เป็นลูกค้ามาจากดูไบ เขาสั่งซื้อสบู่ หยิน หยาง ที่ช่วยลดความมันบนผิวหน้าได้เป็นอย่างดี เขาซื้อไปใช้โดยที่บอกว่า เขาเป็นคนหน้ามันมากและของเราอาจจะช่วยไม่ได้ แต่พอใช้ไปแล้วเขาพบว่า มันคุมความมันได้จริงๆ พอกลับดูไบก็จะมาสั่งซื้อ แต่ปีหนึ่งเขาจะมาเที่ยวเมืองไทยครั้งหนึ่ง เขาโทร.มาซื้อทีนึงเยอะมากเลย เพราะเขาบอกว่าที่นั่นหาซื้อยากมาก นี่เป็นความภาคภูมิใจของเรา และเรามีเว็บไซต์ด้วย คนต่างชาติเขารู้จักข้าวไทยกันแล้วค่ะ ตอนนี้มีการซื้อและสั่งของกันทางอีเมลล์ โดยขายเป็นราคาเมืองไทย และทางเขายอมจ่ายค่าขนส่ง ทำแบบนี้มาได้ประมาณ 5 ปีแล้วค่ะ *** สามารถติดตามบทความทั้งหมดได้จากนิตยสาร Woman’s Story ฉบับที่ 235
|