Woman's Story Magazine *-* นิตยสารออนไลน์สำหรับผู้หญิง
ร่วมงานกับเรา


กรรณิกา ควรขจร - ผอ.มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

 

 

กรรณิกา ควรขจร

ผอ.มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

 

            ฉบับนี้เรามีเรื่องราวของผู้หญิงจิตอาสา ผู้ซึ่งทุกย่างก้าวเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา ยืนหยัดทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคมมาตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี จากก้าวแรกของการเป็นอาสาสมัครสู่การเป็นผู้นำผลักดันมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ทุกหยาดเหงื่อ แรงกาย แรงใจที่ทุ่มเท เพียงเพื่อต้องการเห็นความเอื้ออาทรในสังคมไทย...

ทีมงาน Woman’s story มีโอกาสพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ คุณกรรณิกา ควรขจร สตรีหัวใจอาสา แห่งมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม...ด้วยหวังว่าศรัทธาและความเสียสละอันน่ายกย่องของเธอคนนี้ จะก่อให้เกิดความเอื้ออาทรกันในสังคมไทย

จุดเริ่มต้นในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิฯ

ความจริงพี่ก็เหมือนคนทั่วไป เรียนจบปริญญาตรี ด้านอักษรศาสตร์ปี 23 แต่รู้สึกว่าจบแล้วยังไม่อยากเข้าไปอยู่ในสายงานวิชาชีพโดยตรง และเนื่องจากช่วงเรียนทำกิจกรรมไปด้วย ก็เลยรู้สึกว่าชีวิตมันอยากจะทำอะไรสักอย่างก่อน เราก็ได้ยินว่ามันมีโครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม ซึ่งตอนนั้นเป็นโครงการยังไม่เป็นมูลนิธิ แล้วก็มีรุ่นพี่ที่เรารู้จักไปสมัคร เค้าก็แนะนำมาว่าที่นี่น่าสนใจ เราดูรายละเอียดแล้วก็เลยสนใจไปเป็นอาสาสมัคร 1 ปี เพราะมันก็เป็นอะไรที่เรากำลังหา ก็เลยตัดสินใจสมัครเป็นอาสาสมัคร แล้วได้ไปทำงานที่พื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ที่มหาสารคามในปีแรก ก็ได้ทำเกี่ยวกับศูนย์เด็กเล็ก แล้วก็ทำกิจกรรมเยาวชน ก็ได้เข้าไปเรียนรู้ชีวิตในชุมชน ชีวิตการทำงาน พอครบวาระ 1 ปีก็จะมีกิจกรรมที่ต่อเนื่อง คือ ให้คนที่อยากจะทำต่อได้ทำต่ออีก 1 ปี พี่ก็เลยทำต่ออีก 1 ปี ก็ได้ทำโครงการอาสาสมัครสาธารณสุข กลุ่มที่ไปทำก็เป็นกลุ่มสาธารณสุขเพื่อชุมชน พอครบวาระการเป็นอาสาสมัคร 2 ปีเต็ม ก็ยังช่วยงานที่มูลนิธิเป็นชิ้นๆ ไป ช่วยงานองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น จัดกิจกรรม ประชุม สัมมนา อะไรอย่างนี้ค่ะ จังหวะนั้นเองพี่ที่ มอส. กำลังจะเปิดรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาสาสมัคร ตอนแรกก็ลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปสมัคร แล้วก็ได้ทำงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

บทบาทในการทำงานก็เปลี่ยนไป พี่ทำงานในส่วนเจ้าหน้าที่อาสาสมัครประมาณ 5 ปี พี่ก็ลาไปเรียนต่อ 2 ปี แล้วก็กลับเข้ามาทำงานใหม่อีกครั้ง พอกลับมาก็ได้ไปทำงานฝ่ายเผยแพร่และรณรงค์ จากนั้นก็ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ ก็เริ่มเป็นการทำงานในเชิงบริหารมากขึ้น จนกระทั่งผู้อำนวยการลาออกไป พี่ก็เลยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการให้เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการแทนคนเก่า ก็ทำงานในฐานะผู้อำนวยการตั้งแต่ปี 44 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้วก็ 20 กว่าปี

แล้วมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ

มูลนิธิฯ ก่อตั้งในปี 23 โดยกลุ่มผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีแนวความคิดว่าจะให้คนหนุ่มสาวได้มีบทบาทเป็นอาสาสมัครเต็มเวลา ทำงานเพื่อสังคม อีกประเด็นก็คือ เมื่อมีคนหนุ่มสาวเข้ามาเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมแล้วก็อยากให้คนหนุ่มสาวไปสนับสนุนงานขององค์กรพัฒนาเอกชน คืองานของโครงการพัฒนาสังคมต่างๆ ซึ่งก็ทำงานอยู่ทั่วประเทศ มูลนิธิฯ เกิดขึ้นมาก็เพื่อจะเป็นองค์กรที่สนับสนุนงานพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องของงานอาสาสมัครเต็มเวลา จากนั้นมูลนิธิก็ดำเนินการรับอาสาสมัคร เป็นคนหนุ่มสาวที่ไม่มีพันธะทางด้านการศึกษา แล้วก็มีความพร้อม มีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อสังคม เราก็ส่งไปทำงานในโครงการพัฒนาต่างๆ ปัจจุบันก็มีอาสาสมัครทั้งหมด 28 รุ่น นอกจากนั้นเราก็มีโครงการอาสาสมัครเต็มเวลา ที่เรียกว่าอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เราก็รับอาสาสมัครเพื่อให้ไปทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ ทำงานแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิ เช่น สิทธิเกี่ยวกับเรื่องแรงงานข้ามชาติ สิทธิในเรื่องทรัพยากรที่ดิน และในเรื่องอื่นๆ มากมาย

นอกจากนี้เราก็มีอาสาสมัครที่ทำงานสนับสนุนการศึกษาทางเลือก เรียกว่า ครูอาสา เราก็จะส่งไปทำงานในพื้นที่ที่มีการจัดการศึกษาทางเลือกขึ้นมา อันนี้คืองานหลักๆ ของอาสาสมัครเต็มเวลา แต่เราก็ยังมีงานอาสาสมัครนอกเวลาด้วย คือ สนับสนุนให้คนทั่วไปมาร่วมกิจกรรมทางสังคม แล้วก็มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น นำสิ่งของที่รับบริจาคมาทำสื่อการเรียนรู้ แล้วของพวกนี้ก็จะถูกส่งไปยังพื้นที่ต่างๆ แล้วก็มีเรื่องปลูกป่า จัดภูมิทัศน์ พวกนี้เป็นกิจกรรมที่เราคิดว่าคนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมได้ง่าย เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์สังคมดี แล้วก็ไม่รบกวนเวลาของเขามากนัก

โครงการที่มูลนิธิฯ ทำมีอะไรบ้างคะ

โครงการของมูลนิธิฯ ที่เป็นโครงการต่อเนื่องมา มีโครงการอาสาสมัครแบบเต็มเวลา และปีนี้เราก็ทำเรื่องครูอาสา เรื่องนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ในระยะต่อไปเราอาจจะทำโครงการอาสาสมัครที่มาจากพื้นที่มากขึ้น คือเราเองในบทบาทของ มอส. สำนักงานเราอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เราทำงานร่วมกับ NGO ต่างจังหวัดเยอะ ทำงานร่วมกับชุมชน ทั้งนี้ทั้งนั้นโครงการในอนาคตนี้ก็ต้องดูว่าเราจะได้ทุนสนับสนุนแค่ไหน

มีทัศนคติต่อสังคมไทยในปัจจุบันอย่างไรบ้างคะ

เราทำงานอาสาสมัคร ก็จะสัมพันธ์กับองค์กรพัฒนาเอกชน ส่วนใหญ่ที่ทำงานด้านการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเด็ก ผู้หญิง แล้วเรามาทำเรื่องอาสาสมัครนักกฎหมายมนุษยชน ทำให้มองเห็นปัญหาหลายด้าน ทั้งเรื่องของความรุนแรง หรือเรื่องอะไรต่างๆ พี่มองว่าปัญหาสังคมมันมีหลากหลายมาก แล้วทุกวันนี้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นมันมีผลกระทบต่อการเติบโตของคนรุ่นใหม่เยอะมาก คือในขณะที่สังคมมันพัฒนาก้าวไปอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์มากขึ้น มองไปอีกด้านหนึ่งเมื่อมีความเจริญการใช้ทรัพยากรมันก็มากขึ้น ค่านิยมของเด็กและเยาวชนก็เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาที่มีมันกระทบกับเด็กและเยาวชน แต่ปัญหาหลายๆ ด้านพี่คิดว่ามีหลายคนมองเห็น

สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อมีกลุ่มที่มองเห็นปัญหาแล้วต้องรวมพลังแก้ไขปัญหาในมุมที่ตัวเองทำงานอยู่ ที่สำคัญอีกอย่างคือ พี่ว่าปัญหามันเกิดขึ้นทุกขณะ แต่ทิศทางของการแก้ปัญหามันควรจะเป็นแบบไหน โดยให้ทุกๆ คนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหามากขึ้น อย่างปัญหาภาคการเมืองก็ต้องมีการเมืองภาคประชาชน ทำยังไงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นความหวังหนึ่งที่จะช่วยให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันด้วยความสงบ พี่ว่าการพัฒนาที่ประชากรสำคัญมาในสังคมไทย กระบวนการให้การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญ ความจริงระบบการศึกษาของบ้านเรามีจุดอ่อนหลายด้าน ระบบจัดการศึกษาที่จะสร้างให้เด็กเติบโตทางด้านความคิด คิดเป็น ทำเป็น มีจิตใจอาสา ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลสังคม บ้านเรายังอ่อนที่จะสร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกันไป ถ้าไม่ช่วยกันปัญหามันก็คงเกิดวนเวียน แล้วจะไปฝากความหวังไว้กับคนรุ่นไหน

มีปัญหาและอุปสรรคในการทำงานบ้างไหมคะ

ปัญหามันก็มีอยู่คู่กันตลอดกับการทำงานค่ะ(หัวเราะ) เช่น ปัญหาในแง่ของการสร้างสรรค์งาน การจัดหาทุนสนับสนุน ทีมที่ทำงานสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข มีประสิทธิภาพ คือในส่วนของการทำงานมันย่อมมีปัญหาตลอด มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้ฉุกคิด หาทางแก้ไข ก็เลยกลายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะในทุกขณะมันก็มีอะไรให้เราต้องมาคิดมาแก้ไข แต่ถ้าเรารู้ว่าเราจะแก้ไขยังไง เพื่ออะไร ปัญหามันก็เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของทางเดิน มันต้องหลีกตรงโน้น หลบตรงนี้ เพื่อให้มันไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการได้ ปัญหามันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ใครๆ ก็เจอปัญหาทั้งสิ้น

แล้วมีวิธีแก้ปัญหาตรงนั้นอย่างไรคะ

สิ่งสำคัญเราต้องคิด ตั้งสติ เมื่อเจอปัญหาใดๆ เราคงต้องมองปัญหาที่เกิดขึ้นตรงนั้นให้ชัด ว่าปัญหาคืออะไร พี่เชื่อว่าปัญหาทุกอย่างมันย่อมมีทางออก ไม่ว่าจะยากง่ายมันมีทางออกของทุกปัญหาเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเจอปัญหาเราต้องใจเย็น นึกว่าปัญหามันเป็นปัญหาอะไร แล้วแก้ได้ตรงไหนบ้าง แก้ด้วยตัวเองได้ไหม หรือต้องอาศัยคนอื่นมาช่วยแก้ ปัญหาบางปัญหาเราก็ต้องนิ่งๆ เสีย แล้วให้มันคลี่คลายด้วยตัวของมันเอง เราต้องมีสติกับปัญหาที่เกิดขึ้นทุกอย่าง เพราะถ้าเจอปัญหาแล้วเราไม่มีสติ อารมณ์มันจะไปก่อน อันนี้สำคัญ เราเองก็ต้องเท่าทันตัวเราเอง ว่าเรากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน ถ้าเรารู้ทันเราจะสามารถควบคุมมันได้ง่าย ต้องนิ่ง คิด ไตร่ตรองปัญหา เพราะบางปัญหาเราก็ไม่สามารถที่จะแก้ได้ในวันเดียว บางครั้งเราก็ต้องอาศัยเวลาให้คลี่คลายปัญหานั้นๆ

อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำงานอาสาสมัครคะ

พี่คิดว่าเราทำงานแบบนี้ มันเกิดจากการสะสมมาต่อเนื่อง พอเราทำงานลงไปลึกไปเรื่อยๆ มันก็มองเห็นปัญหาของสิ่งที่ต้องแก้ไขมันมีเยอะขึ้น แล้วเราก็เกิดการสะสมสิ่งที่เป็นแนวคิด ทิศทางของเรามากขึ้น โดยมันเป็นเหมือนแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้น มันถูกสะสมและเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ในด้านของการทำงาน พี่ว่าเมื่อเราเลือกมาอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง เราก็สามารถทำงานในมุมของเราอย่างเป็นปกติสุข สำหรับพี่งานอาสาสมัครมันเป็นชีวิตไปแล้ว(หัวเราะ)

 

*** สามารถติดตามบทความทั้งหมดได้จากนิตยสาร Woman’s Story ฉบับที่ 237